
จับตาราคาน้ำมันพุ่งกระเทือน ศก.ฟื้น ฉุดจีดีพีโลก
เกาะติดชนิดไม่ยอมให้คลาดสายตากันเลยทีเดียว สำหรับราคาน้ำมันโลกในช่วงเวลานี้ที่ปรับตัวแพงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เกาะติดชนิดไม่ยอมให้คลาดสายตากันเลยทีเดียว สำหรับราคาน้ำมันโลกในช่วงเวลานี้ที่ปรับตัวแพงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดฟิวเจอร์สของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 และทุบสถิติสูงสุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2555
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์งวดส่งมอบเดือน ส.ค. ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 12 ก.ค. เพิ่มขึ้น 1.08 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 108.81 เหรียญสหรัฐ ส่วนราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์ก เพิ่มขึ้น 1.04 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 105.95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
แนวโน้มขาขึ้นของราคาน้ำมันดิบข้างต้น ยังส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในตลาดนิวยอร์กงวดส่งมอบเดือน ส.ค. ในการซื้อขายภาคเช้าของวันอังคารที่ 16 ก.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 8 เซนต์ มาอยู่ที่ 106.40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนืองวดส่งมอบเดือน ส.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7 เซนต์ มาอยู่ที่ 109.16 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
เมื่อพิจารณาจากทิศทางในปัจจุบัน บรรดานักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งจึงได้ข้อสรุปตรงกันว่า ราคาน้ำมันดิบขณะนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มมากขึ้น เหตุเพราะสถานการณ์ในขณะนี้แวดล้อมด้วยปัจจัยเกื้อหนุนราคาน้ำมันแทบทั้งสิ้น
ไล่เรียงตั้งแต่ปริมาณความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังลดลง ปัญหาความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางจนก่อความวิตกถึงกระบวนการผลิตและปริมาณขนส่งน้ำมันออกสู่ตลาด และแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการบริโภคน้ำมันมากที่สุดรองจากสหรัฐ
ทั้งนี้ หลังจากที่สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) ออกรายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนว่า ปรับลดลงราว 20 ล้านบาร์เรล และปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันเบนซินของสหรัฐขยายตัวร้อยละ 2.5 ผลจากฤดูกาลท่องเที่ยวในประเทศ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสหรัฐปรับตัวพุ่งขึ้นทะลุ 107 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบปีนี้ ก่อนปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 106 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ปรับเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 14%
ด้านเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเหตุประท้วงจลาจลล่าสุดในอียิปต์ที่ยังคงยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน ได้ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเช่นกัน ซึ่งความวิตกกังวลว่าปัญหาความวุ่นวายในอียิปต์จะส่งผลกระเทือนต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือ ปรับเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 9% จากระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. มาอยู่ที่ 109 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ขณะที่เศรษฐกิจจีน แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะชะลอตัวจาก 7.7% ในไตรมาสแรกของปี มาอยู่ที่ 7.5% ในไตรมาส 2 จนสะท้อนให้เห็นเศรษฐกิจที่อ่อนแอของประเทศ กระนั้นตัวเลขการใช้น้ำมันจากการคำนวณของรอยเตอร์ส ซึ่งรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงน้ำมันคงคลังเดือน มิ.ย. กลับปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 4 เดือน มาอยู่ที่ 9.94 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้าเกือบ 10%
ทั้งนี้ แม้ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงนี้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งได้ออกมาเตือนแล้วว่า หากราคาน้ำมันยังคงแนวโน้มแพงขึ้นต่อไป จะกลายเป็นภัยคุกคามอันตรายต่อเศรษฐกิจโลกทันที
แอนดรูว์ เคนนิงแฮม นักวิเคราะห์อาวุโสจากแคปิตอล อีโคโนมิกส์ แสดงความเห็นผ่านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี ยอมรับว่าสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด คือ สัญญาณราคาน้ำมันดิบที่จะแพงขึ้นต่อเนื่อง เพราะประเด็นดังกล่าวคือปัจจัยเสี่ยงคุกคามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยถ้ามีสัญญาณเกิดขึ้น นักวิเคราะห์ก็พร้อมปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลงอีก หลังจากที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพิ่งปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าลง 2% มาอยู่ที่ 3.1% และ 3.8% ตามลำดับ
ขณะที่ ฮั่นปินซื่อ หัวหน้านักวิจัยตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกจากสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า ในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดปรับเพิ่มขึ้นอีก 10 เหรียญสหรัฐจากปัจจุบัน จะส่งผลให้ความต้องการบริโภคในตลาดลดลง เช่นเดียวกันกับผลกำไรของบริษัทเอกชน เนื่องจากมีภาระต้นทุนสูงขึ้น จนที่สุดก็ฉุดให้การเติบโตของโลกหดตัวลงตามไปด้วย
ทั้งนี้ แคปิตอล อีโคโนมิกส์ บริษัทวิจัยในสหรัฐ ระบุว่า หากราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันอีก 10 เหรียญสหรัฐ การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกจะหายไปราว 0.20.3% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านราคาพลังงานหลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดน่าจะยังอยู่ในสภาพผันผวน เอาแน่เอานอนไม่ได้อีกสักระยะ ก่อนที่จะสามารถหาฐานที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง ดังนั้นการปรับขึ้นของราคาน้ำมันในขณะนี้จึงมีแนวโน้มเป็นแค่ช่วงระยะสั้นๆ มากกว่าจะปรับขึ้นต่อเนื่องอย่างที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนส่วนหนึ่งหวาดวิตกกัน
สาเหตุเพราะสถานการณ์ในอียิปต์น่าจะคลี่คลายมากขึ้น หลังประธานาธิบดีชั่วคราว อัดลี มันซูร์ แห่งอียิปต์ ขอเวลา 6 เดือน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะช่วยให้บรรเทาความไม่สงบในอียิปต์ได้ระยะหนึ่ง
ขณะที่สถานการณ์ในสหรัฐยังคงต้องรอดูท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีต่อนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) โดยเฟดจะมีการแถลงนโยบายการเงินรอบครึ่งปีที่ผ่านมาต่อคณะกรรมาธิการภาคการเงินของสภาคองเกรส ซึ่งอาจกล่าวถึงแนวโน้มการชะลอแผนคิวอีว่าจะเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเริ่มชะลอตัวในเดือน ก.ย.หรือไม่ รวมทั้งรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ ในวันที่ 17 ก.ค.นี้
และสำหรับมาตรการของรัฐบาลกรุงปักกิ่ง ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจะเน้นการปฏิรูปมากกว่าแนวทางกระตุ้น ส่งผลให้มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจีนน่าจะชะลอความร้อนแรงลงในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันจีนลดลง โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันที่แท้จริงของจีนทั้งปีจะโตอยู่ที่ประมาณ 5%
ดังนั้น ด้วยปัจจัยจากอียิปต์ สหรัฐ และจีนข้างต้น จึงทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขณะนี้มีแนวโน้มอยู่ในภาวะผันผวนสูงต่อไป โดยมีแนวโน้มน่าจะปรับตัวขึ้นในระยะสั้น จนกว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันจะกลับสู่ภาวะปกติ หรือมีความแน่นอนในระดับหนึ่ง







