
พระธรรมทูตไม่หวาดวิตก ต่อเสียงระเบิดที่พุทธคยา
ระเบิดพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2556 นั้นตรงกับวันที่สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980
ระเบิดพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2556 นั้นตรงกับวันที่สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ส่งพระสงฆ์ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม รวม 33 รูป ลงไปศึกษาและปฏิบัติธรรมเชิงลึกในแดนพุทธภูมิ แต่แรงระเบิดไม่ได้สร้างความหวาดวิตกแก่ชาวพุทธและพระธรรมทูตแม้แต่น้อย ทุกท่านมีหัวใจสิงห์ ไม่หวั่นไหว ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และบูชาเป็นเวลา 7 วัน ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้นนับแต่วันเดินทางไปถึงโดยไม่เปลี่ยนแปลง
สารหัวหน้าพระธรรมทูต
พระเมธีวรญาณ (สายเพชร ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กล่าวว่า พระธรรมทูตและชาวพุทธปฏิบัติบูชาที่พุทธคยาตามปกติ ในขณะที่หัวหน้าพระธรรมทูตไทยประจำอินเดียเนปาล พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์) ได้มีสารถึงพระธรรมทูตที่ปฏิบัติหน้าที่ในอินเดียว่า ขอให้ชาวพุทธส่งความห่วงใยไปที่พระเจดีย์และต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้เกิดขวัญและกำลังใจแก่ชาวพุทธที่จะมาแสวงบุญให้ถึงความสบายใจและระแวดระวังมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์ครั้งนี้ มีทั้งมาร มีทั้งมิตร พระพุทธเจ้าได้ชื่อว่าพระผู้พิชิตมารที่ผ่านพ้นการรุกรานการเบียดเบียนของมารด้วยธรรมาวุธและพุทธวิธี
เหตุการณ์ครั้งนี้สะเทือนขวัญมาก ไม่อยากให้เกิด แต่ระเบิดแห่งความอิจฉาและมิจฉาทิฐิเราจักห้ามได้อย่างไร เพราะพญามารมีเป็นพันมือ เราจึงควรสร้างความเข้าใจกับชาวพุทธทุกนิกายทั้งเถรวาทและมหายาน ทั้งเอเชียยุโรปและสหรัฐอเมริกาถึงความรัก ความสมัครสมานสามัคคีในหมู่ผู้ที่เป็นชาวพุทธด้วยกัน และสร้างความสัมพันธ์อันดีให้มากขึ้นกับบุคคลภายนอก คือทางลัทธิศาสนาอื่นๆ ด้วย สร้างความเชื่อมั่น ร่วมมือ ไม่ขัดแย้ง ไม่รุนแรง ไม่แสดงภูมิข่มในหมู่พวกเราเอง จักเป็นกำแพงและคุ้มครองในหมู่พวกเราเอง จักเป็นกำแพงป้องกันคุ้มครองปกป้องพระพุทธศาสนาของพวกเราให้อยู่เย็นเป็นสุข ชาวโลกก็อยู่รอดปลอดภัยด้วยกัน
ขอย้ำว่าเราควรใช้กาลเวลาของเสียงระเบิดที่เกิดขึ้นสู่การ เปิดมิตร ปิดศัตรู พยายามทำให้ศัตรูเป็นมิตรและอย่าให้มิตรคิดเป็นศัตรูกับเราเลย ภาระสำคัญจากเสียงระเบิด ขอให้เกิดเสียงธรรมค้ำจุน คุ้มครองปกป้องพระพุทธศาสนาต่อไป
ผู้ก่อการร้ายต่างศาสนาวางระเบิดที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พร้อมกับสถานที่อื่นๆ ในปริมณฑลพุทธคยาอีก 89 แห่ง เมื่อเช้าวันที่ 7 ก.ค. 2556 ส่งผลให้มีพระภิกษุชาวพม่ามรณภาพ 1 รูป บาดเจ็บสาหัสอีก 1 รูป นอกจากนั้น สถานที่บางแห่งแตกหักเสียหาย บางจุดระเบิดไม่ทำงาน เช่น ที่วัดญี่ปุ่น ซึ่งมีพระพุทธรูปใหญ่ประดิษฐานอยู่
พระธรรมทูต รุ่นที่ 5 จากสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย
ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ได้นิมนต์พระธรรมฑูต จาก 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย 26 รูป กัมพูชา 3 รูป ลาว 2 รูป และเวียดนาม 2 รูป รวมทั้งสิ้น 33 รูป ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมพระสงฆ์ไปศึกษาและปฏิบัติธรรมเชิงลึก ณ แดนพุทธภูมิ เข้ากราบสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ณ วัดพิชยญาติการาม
โดยสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ประทานโอวาทความว่า
ในการเดินทางไปศึกษาของท่านทั้งหลายนับว่ามีประโยชน์อย่างคุ้มค่าต่อท่านเองและผู้อื่น เมื่อไปถึงสถานที่ที่พระองค์ทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น ย่อมทำให้เกิดศรัทธาต่อจิตใจ เพราะจะพบและประจักษ์ว่าพระพุทธองค์ทรงมีอยู่จริง และเป็นไปตามที่พระพุทธดำรัสที่ทรงตรัสไว้ว่า เมื่อพระองค์ทรงดับขันธ์ไปแล้ว พุทธบริษัทจะมีที่ยึดเหนี่ยวจากการที่ได้รำลึกถึง มาเยือน มานมัสการ มาศึกษา ณ แดนสังเวชนียสถานทั้งสี่ เพื่อระลึกถึงความไม่เที่ยง มองเห็นสังเวชนียสถานเป็นความสังเวช หรืออีกนัยหนึ่งคือความเอิบอิ่ม ปรีดิ์เปรมใจ เกิดปีติที่ได้มานมัสการ
การไปครั้งนี้เป็นประโยชน์โดยตรงแก่พวกท่าน ที่ได้มาศึกษา มีโอกาสฝึกกรรมฐาน อันเป็นหัวใจของพุทธศาสนา แล้วนำสิ่งต่างๆ ที่ได้รับมานั้นไปเผยแผ่แก่สาธุชน ทั้งชาวพุทธไทยและต่างชาติต่อไป
นอกจากนั้น สมเด็จพระพุทธชินวงศ์เตือนพระธรรมทูตให้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เน้นในเรื่องของการปฏิบัติในแดนพุทธภูมิ เพราะการมีโอกาสเช่นนี้มันยาก อย่าปล่อยโอกาสให้ล่วงไปเปล่าๆ การปฏิบัติจะเป็นการยืนยันการมีอยู่จริงของพระพุทธเจ้า ดังที่พระพุทธองค์ทรงเคยตรัสเรื่องการปฏิบัตินี้ว่า “ดูกร สุภัททะ หากภิกษุพึงอยู่กันโดยชอบ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์”
ซึ่งการอยู่กันโดยชอบนั้นหมายถึง พระภิกษุที่ปฏิบัติธรรมมีความเชี่ยวชาญ ปฏิบัติเพื่อบรรลุ และนำความรู้ที่ปฏิบัติไปสอนผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นเกิดประโยชน์ต่อไป
ปัจจุบันคณะสงฆ์ในประเทศไทยมีข่าวไม่เป็นมงคล มีข่าวเสียหาย เพราะอยู่กันไม่ชอบทั้งในเรื่องพระวินัย ทั้งการปฏิบัติ จึงต้องมีการรณรงค์เรื่องการศึกษาและปฏิบัติ อย่างที่ทางสถาบันฯ จะได้นำท่านไปศึกษาและปฏิบัติในสถานที่จริง
โครงการส่งเสริมพระสงฆ์ไปศึกษาเชิงลึก ณ แดนพุทธภูมิเป็นรุ่นที่ 5 จะใช้เวลาศึกษาและดูงานเป็นเวลา 90 วัน ซึ่งเดินทางไปตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. 2556
เตือนอย่าให้โยมผิดหวัง
พระราชรัตนรังษี เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดียเนปาล ได้กล่าวในงานปฐมนิเทศ โดยยกตัวท่านเป็นตัวอย่างว่าท่านเป็นพระธรรมทูตใช้หัวเป็นหลัก โดยอธิบายว่า หัวที่ 1 คือหัวหน้า หัวที่ 2 คือหัวใจ หัวที่ 3 คือหัวเข่า (ถนัดใช้เข่า)
1.หัวหน้า คือพระเถระที่เป็นผู้บังคับบัญชาตามสายงานคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) ประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้กำกับพระธรรมทูตสายต่างประเทศ โดยมีพระพรหมสิทธิ เป็นผู้สนองเจตนา
2.หัวใจ ท่านบอกว่าปฏิบัติตามอุดมการณ์ของสำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ที่ถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น จากสมเด็จพระวันรัต (เฮงเขมจารี) ถึงพระธรรมสุธี อธิบดีสงฆ์ในปัจจุบัน
3.หัวเข่า ท่านว่าตัวท่านมีหน้าที่คุกเข่ารับพระบัญชา รับงานจากผู้ใหญ่ คนที่อยากเป็นใหญ่ต้องทำตัวให้เล็ก รับใช้ผู้ใหญ่ อย่าคิดเป็นใหญ่โดยอยู่ไกลผู้ใหญ่
ท่านบอกว่าพระธรรมทูตไปปฏิบัติธรรมเชิงลึก ได้รับเกียรติอย่างสูงไว้วางใจจากเจ้าสำนัก จากเจ้าอาวาส จากเจ้าคณะตำบล จากเจ้าคณะอำเภอ จากเจ้าคณะจังหวัด และจากเจ้าคณะภาค ดังนั้น ท่านต้องไม่ถอดใจและไม่หนี แม้ว่าประเทศอินเดียจะมีอะไรที่สุดๆ หลายอย่างก็ตาม พร้อมกับบอกว่า คนอินเดียชอบคำที่ท่านเขียนว่า กิเลสคนมีเท่าไร ไปอินเดียเหี่ยวหมด
ท่านได้ให้กำลังใจพระธรรมทูตว่าถูกคัดเลือกมาเข้าโครงการตามอุดมการณ์ของสถาบันโพธิคยาวิชชาลัยนั้น เพราะมีน้ำมีเนื้อ มีหัวอกหัวใจ มีการมีงานทำเป็นหลักเป็นฐานอยู่แล้ว กลับมาไทยทำงานได้ทันที เมื่อได้รับความไว้วางใจอย่าให้โยมเสียใจ เพราะเขาหวังให้ท่านไปขุดหลักธรรมจากก้อนหินก้อนทรายกลับมานั่นเอง
ในการอบรมปีนี้ภายใต้หัวข้อ ย้อนยุค เพราะถ้าเราตามเทคโนโลยีของชาวบ้านเราไปไม่ได้ จึงต้องแสดงตามความชำนาญของเรา แล้วให้โยมตามเรา นั่นคือตามหลักธรรม ตามหลักปฏิบัติที่เราสอน เราจำเป็นต้องย้อนยุค ย้อนไปหาอะไร ย้อนหาอดีต เราย้อนยุคศึกษา เพื่อนำกลับมาเป็นครูในปัจจุบัน แล้วให้ปัจจุบันเป็นพี่เลี้ยงอนาคต
งานที่ต้องศึกษาคืองานพระอริยสงฆ์ เพื่อนำมาแก้ความไขว้เขวของญาติโยมที่เห็นพวกอ้างพุทธแต่ยังสร้างพระพิฆเนศไขว่ห้างในวัด บางองค์มีลีลาถูกใจเขาให้เงินสนับสนุน แต่มีงานที่ผิด โยมมองพระสงฆ์ด้วยความสงสัย จึงไม่มีทางอื่นนอกจากไปศึกษาและบอกความถูกต้องให้ญาติโยม โดยศึกษางานพระอริยสงฆ์ เรียนประวัติพระอสีติมหาสาวกว่าท่านทำงานและมีปฏิปทาอย่างไร จึงเป็นเอตทัคคะ แล้วนำปฏิปทามาฟื้นฟูศรัทธาประชาชนที่สั่นคลอน ทั้งนี้ โยมสนับสนุนพระ 100% ขออย่างเดียวอย่าทำให้โยมผิดหวัง







