
นางกวัก
ในประเทศญี่ปุ่น ถ้าคุณขนกองถ่ายภาพยนตร์เข้าไปทำหนัง และรัฐบาลญี่ปุ่นชอบใจ กองทุนภาพยนตร์ของเขาสามารถมอบเงินอุดหนุน หรือให้เครดิตยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าถ่ายทำในสถานที่ต่างๆ แก่กองถ่ายนั้นได้ไม่เกิน 10 ล้านเยน
ในประเทศญี่ปุ่น ถ้าคุณขนกองถ่ายภาพยนตร์เข้าไปทำหนัง และรัฐบาลญี่ปุ่นชอบใจ กองทุนภาพยนตร์ของเขาสามารถมอบเงินอุดหนุน หรือให้เครดิตยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าถ่ายทำในสถานที่ต่างๆ แก่กองถ่ายนั้นได้ไม่เกิน 10 ล้านเยน
ขณะที่ประเทศฮังการีและไอซ์แลนด์ อยากได้กองถ่ายหนังเข้าไปช่วยโปรโมตความน่าสนใจของประเทศ ดังนั้นฮังการีจึงให้เครดิตภาษีแก่กองถ่ายเป็นจำนวน 20% ของภาษีที่กองถ่ายต้องเสียให้ฮังการี
ส่วนไอซ์แลนด์ให้เป็นเงินสด 20% ของค่าใช้จ่ายที่กองถ่ายได้ใช้จ่ายไปในไอซ์แลนด์
บราซิลให้เงินสดคืน 5% เท่านั้น นับว่าน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับชาติอื่นที่พยายามดึงกองถ่ายหนังเข้าไป
สำหรับประเทศไทยไม่ให้เลย...!
แต่เราก็ยังอุตส่าห์ได้กองถ่าย Lost in Thailand จากจีนเข้ามา...
จะว่าไม่ให้เลยก็คงไม่ได้หรอก...เพราะ ททท.ไทย ลงขันหลายสำนักงานในจีน ให้เงินอุดหนุนกองถ่ายหนังเรื่องนี้ 2 ล้านบาท ตอนที่เขาลังเลว่าเขาจะถ่ายทำหนังเรื่องนี้ที่ไหน
เพราะพล็อตเรื่องแบบนี้ อันที่จริงจะถ่ายทำที่ประเทศไหน เมืองไหน ก็คงพอได้
แล้ว Lost in Thailand ก็กลับไปดังระเบิดในจีนแผ่นดินใหญ่...ทำเอาปริมาณนักท่องเที่ยวจากจีนแห่กันมาเมืองไทย มุ่งไปเชียงใหม่เพิ่มขึ้น
จนกระทั่งผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชียงใหม่ที่เคยบ่นมานานว่า พวกเขามีที่พักโรงแรม ร้านอาหารเยอะ แต่นักท่องเที่ยวไปเที่ยวน้อย ยกเว้นฤดูหนาวกับสงกรานต์นั้น เปลี่ยนเป็นบ่นอุบว่า นักท่องเที่ยวจีนมาเชียงใหม่เยอะเกินไป จนเมืองแทบแตก แย่งกินแย่งพัก จนชาวเมืองเดือดร้อน...
และทำเอานักท่องเที่ยวชาติอื่น โดยเฉพาะฝรั่งมังค่า...กระเจิงไปเป็นแถบๆ
เสียงเอะอะทำนองเดียวกัน ดังมาจากเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
สรุปได้สองอย่างว่า ข้อแรก หนังนั้นถ้าถูกที่ถูกเวลา มีพลังดึงดูดมหาศาลมาก และข้อสอง การดึงดูดนักท่องเที่ยวให้อยากเดินทางมาเป็นจำนวนมากๆ นั้น ต้องมีระบบจัดการรองรับการมาเยือนที่มีประสิทธิภาพด้วย
ดูอย่างประเทศฝรั่งเศสรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแต่ละปีเยอะกว่า 76 ล้านคน แต่ฝรั่งเศสสามารถกระจายนักท่องเที่ยวไปตามต่างจังหวัดทั่วประเทศอย่างไม่ติดขัด มีระบบขนส่งที่ดี ทั้งทางรถไฟ เครื่องบิน และถนน แม้แต่ทางแม่น้ำ
สเปนก็คล้ายกัน แม้ประสิทธิภาพจะน้อยกว่าฝรั่งเศสอยู่บ้าง แต่สเปนก็รับนักท่องเที่ยวมากถึง 49 ล้านคนต่อปี
ขณะที่ไทยรับนักท่องเที่ยวอยู่ประมาณ 24 ล้านคนต่อปี แต่กระจายไปเมืองรองด้านการท่องเที่ยวได้ไม่กี่เมือง
ดังนั้น การประชาสัมพันธ์ให้โลกได้รู้จักเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ของไทยจึงยังต้องทำไปอย่างต่อเนื่อง
หนังช่วยได้...ถ้าสร้างหนังเองไม่ทัน...ก็ชวนกองถ่ายจากภายนอกมาใช้โลเกชั่นที่เมืองเหล่านั้น
ลองไปดูเมืองที่กล้าๆ ดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์ดูบ้าง อย่างออสเตรียให้เงินเปล่าเลย 25% ถ้ากองถ่ายต่างประเทศเข้าไปถ่ายทำและใช้เงินถึง 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกติกาเช่นเดียวกันนี้ ก็มีที่แอฟริกาใต้และอิตาลี
ใจถึงกว่าหน่อยก็คือ อาบูดาบีและดูไบ ที่คืนเงินให้ 30% เลย ถ้ากองถ่ายใช้จ่ายเกิน 2 แสนดอลลาร์สหรัฐ
ไต้หวันใจถึงกว่าแขก เพราะคืน 30% แม้ใช้จ่ายแค่แสนเดียว มาเลเซียให้คืน 30% แต่ต้องใช้ถึง 1.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สิงคโปร์ตอนนี้เด็ดสุด คือ จะคืนให้ 4050%!
โปรโมตให้กองถ่ายเข้าไปถ่ายทำในสิงคโปร์ถึงขนาดนั้น...
เกาหลีแดนกิมจิ เสนอแบบไม่มากไม่น้อย คืนให้ 25% ถ้ากองถ่ายใช้จ่ายไปเกิน 8.87 แสนดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์นั้น ถ้าไปถ่ายทำหนัง เขาคืนให้เพียง 1516% และต้องใช้จ่ายสูงถึง 12.515.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วแต่กรณี แต่ถ้าเอางาน Post Production ประเภทตัดต่อภาพ แต่งเสียง ใส่เทคนิคพิเศษไปทำที่บ้านเขา เขาให้คืน 3040% เลย เมื่อใช้จ่ายเกิน 5 แสน2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
คนทั่วโลกที่อยากไปเที่ยวอเมริกานั้น ส่วนใหญ่ก็มาจากความประทับใจลึกๆ จากที่ได้ดูหนังฮอลลีวูดทั้งนั้น หรืออย่างน้อยก็ดูวอลท์ ดิสนีย์ ซึ่งก็ฮอลลีวูดเหมือนกัน
เห็นหรือยัง...ว่าหนังนั้น...เป็นนางกวักที่ทรงพลังขนาดไหน
เพียงแต่กวักไปแล้ว...เราเองก็ต้องจัดระบบบริหารจัดการตัวเองให้ดีแล้วกัน







