
ดีเอสไอสอบอาญาเณรคำ
เอาผิดม.สันติภาพโลกขีดเส้น7วันไล่พ้นวัดศิษย์ยันไม่ได้หนีแค่ตั้งหลักอยู่ตปท.
เอาผิดม.สันติภาพโลกขีดเส้น7วันไล่พ้นวัดศิษย์ยันไม่ได้หนีแค่ตั้งหลักอยู่ตปท.
ดีเอสไอเอาด้วย ประสาน ปปง.ขอข้อมูลโอนเงิน เตรียมชงพระเณรคำและพวกเข้าคดีพิเศษ
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่าดีเอสไอ จะประสานไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอข้อมูลการสอบสวนหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสำนักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ มาดำเนินคดีอาญาต่อ และในวันที่ 4 ก.ค.นี้จะพิจารณาว่าเข้าข่ายที่จะอนุมัติเป็นคดีพิเศษหรือไม่
นายธาริต กล่าวว่า กรณีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ยื่นคำร้องให้ดีเอสไอตรวจสอบ เข้าข่ายหลอกลวงให้ประชาชนหลงผิด และมอบปริญญาบัตรโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ดีเอสไอ ได้อนุมัติให้กรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ โดยจะสอบสวนในประเด็นต่างๆ อาทิ การฟอกเงิน การก่อตั้งมูลนิธิโดยมิชอบ การแอบอ้างมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ประกอบกับได้มีหนังสือสอบถามประเด็นต่างๆ จากหน่วยงานอื่น รวมทั้งจะได้พิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกคน เช่น อธิการบดีมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก กับพวกต่อไป
นายศุภณัฐ ดอนจันทร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบประกาศดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้กับบุคคลที่ทำประโยชน์กับสังคมในสาขาที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพโลกเท่านั้น ที่ผ่านมาได้มอบให้บุคคลที่มีชื่อเสียงไปแล้วกว่า 200 คน โดยไม่มีการเรียนการสอนและไม่สามารถนำไปใช้สมัครงานหรืออ้างอิงทางวิชาการได้ จึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ
นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุติธรรม กล่าวว่า ปปง. ควรหยุดตรวจสอบบัญชีเงินฝากของหลวงปู่เณรคำในข้อหาฟอกเงิน เพราะเงิน 200 ล้านบาท ที่ได้มาเป็นเงินบริสุทธิ์ที่ญาติโยมถวายให้ไปก่อสร้างวัด หาก ปปง. อายัดเท่ากับทำลายจิตศรัทธาของพุทธศาสนิกชน สุดท้ายหากหลวงปู่เณรคำไม่ผิด ปปง.ต้องรับผิดชอบ
นายสุขุม ยอมรับว่า หลวงปู่เณรคำ ยังอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ บ้าง มีการติดต่อกันอย่างลับๆ อยู่
“หลวงปู่เณรคำจะกลับมาแน่นอน ท่านไปตั้งหลักเพราะต่อสู้กับข่าวสารไม่ได้ ขณะนี้เครือข่ายบ้านวิมุติธรรมกำลังจะหาทนายความจากต่างประเทศมาช่วย” นายสุขุม กล่าว
ด้านพระราชธรรมโกศล เจ้าอาวาสวัดใต้ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ในฐานะต้นสังกัดของเณรคำได้ตั้งคณะกรรมการสงฆ์ของจ.อุบลราชธานี เพื่อรอรับผลการตรวจสอบทางวินัย ของทางเจ้าคณะจ.ศรีสะเกษ และจะเร่งออกคำสั่งให้หลวงปู่เณรคำมาชี้แจงให้เสร็จในวันที่ 3 กค. โดยหากไม่มาใน 37 วัน จะถือว่าพ้นจากต้นสังกัด เนื่องจากไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งก็จะจำหน่ายชื่อออกจากวัดต้นสังกัด และต้องหาสังกัดใหม่ หากไม่มีสังกัดใหม่ก็จะถือว่าพ้นจากการเป็นพระไปโดยปริยาย







