posttoday
ช่องว่างข้อมูล ความขัดแย้งทางพลังงาน

ช่องว่างข้อมูล ความขัดแย้งทางพลังงาน

03 กรกฎาคม 2556

ต้องผิดหวังกับการเสวนารับฟังความคิดเห็นต่อ “ผลการศึกษาเปรียบเทียบระบบสัมปทานปิโตรเลียมในอนาคต” ที่จัดโดยสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ต้องผิดหวังกับการเสวนารับฟังความคิดเห็นต่อ “ผลการศึกษาเปรียบเทียบระบบสัมปทานปิโตรเลียมในอนาคต” ที่จัดโดยสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

แทนที่จะเป็นการรับฟังความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ กลับเป็นการถ่างช่องว่างในความเข้าใจและเพิ่มความไม่ไว้วางใจต่อภาครัฐ ของ “ฝ่ายค้าน” หรือฝ่าย “ทวงคืน” ที่ถือว่าเป็นตัวแทนภาคประชาชน (NGO) กับประชาชนที่อยู่ตรงกลางจำนวนมากที่สนใจจะรับรู้ข้อเท็จจริงหรือ “ความจริงอีกด้าน”

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวเปิดงานโดยเล่าถึงความเป็นมาของระบบสัมปทานในประเทศไทย ระบบไทยแลนด์ I ที่ให้ผลตอบแทนแก่รัฐไม่สูงนัก (ค่าภาคหลวง 12.5% และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 50%) แต่เป็นระบบแรกของไทยและยังมีสัญญาผูกพันกับแหล่งผลิตใหญ่สุดของประเทศไทยจนถึง พ.ศ. 2565 คือ แปลงสัมปทาน 1013 ของบริษัท เชฟรอน และแปลงสัมปทาน 1517 (แหล่งบงกช) ของ ปตท.สผ.ไทยแลนด์ II มีเงื่อนไขที่ดีมากสำหรับรัฐ แต่ไม่มีการผลิตจากระบบนี้ เพราะผู้ลงทุนไม่มีผลตอบแทนที่เพียงพอในเมื่อศักยภาพของแหล่งสัมปทานไม่ได้สูงอย่างที่คาดหมายไว้ ไทยแลนด์ III จะเป็นระบบที่ยืดหยุ่น เพื่อให้แหล่งเล็กที่ต้นทุนสูงสามารถพัฒนาได้โดยให้อัตราค่าตอบแทนแก่รัฐน้อย (ซึ่งดีกว่าไม่มีการพัฒนาเลยแล้วเราต้องนำเข้า) และหากมีแหล่งใหญ่ที่กำไรมาก หรือในกรณีที่ราคาน้ำมันหรือก๊าซเพิ่มขึ้นมาก รัฐก็จะรับส่วนแบ่งมากขึ้นในรูปของผลตอบแทนพิเศษ หรือ Special Remuneration Benefits = SRB ตั้งแต่ 075% โดยมีค่าภาคหลวงเป็นขั้นบันได 515% และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 50%

หลังจากนั้นสถาบันปิโตรเลียมฯ ได้นำเสนอการแบ่งผลประโยชน์ (Fiscal Regime) แบบต่างๆ และผลของการนำระบบต่างๆ มาใช้กับชุดข้อมูลของแหล่งปิโตรเลียมที่คาดว่าจะพบได้ใหม่ในประเทศไทย เป็นกราฟที่มีความซับซ้อนมากและมีจำนวนมากด้วย ระบบต่างๆ ที่นำมาใช้ศึกษาเปรียบเทียบ ได้แก่ ระบบสัมปทานไทยแลนด์ III ไทยแลนด์ I และของประเทศออสเตรเลีย กับระบบแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract) ของพื้นที่พัฒนาร่วมไทยมาเลเซีย (MTJDA) ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า และเวียดนาม สรุปว่าระบบสัมปทานไทยแลนด์ III มีความเหมาะสมแล้วในเกือบทุกกรณี คือ ยกเว้นกรณีแหล่งผลิตใหญ่ที่ผู้รับสัมปทานจะได้อัตราค่าตอบแทน “สูงมาก” ถึงประมาณ 35%

การศึกษาและการนำเสนอเน้นสัดส่วนผลตอบแทนของรัฐเอกชน Govt Take vs Contractor IRR ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่ถกเถียงกัน แต่ไม่พูดถึงเหรียญให้ครบสองด้าน คือ ไม่มีส่วนที่เอกชนมาลงทุนแล้วไม่พบอะไรที่คุ้มค่าพอที่จะดำเนินการผลิตได้ ไม่มีการนำเสนอแง่มุมของความเสี่ยงทางธุรกิจที่ผู้รับสัมปทานอาจจะขาดทุน คือ ธุรกิจไหนมีความเสี่ยงสูงก็ต้องให้ผลตอบแทนสูง (High Risk High Return) นอกจากนี้ก็ไม่มีการทำ Sensitivity กรณีราคาน้ำมันสูงหรือต่ำกว่าที่พยากรณ์ไว้

แม้จะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า กระแสการต่อต้านต่างๆ ส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจและคำจำกัดความที่ไม่ตรงกัน แต่ผู้จัดก็มิได้นำเสนอข้อมูลพื้นฐานเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกันตามข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะสะสางประเด็นต่างๆ หากภาคประชาชนเริ่มพูดกันคนละภาษา

ทั้งๆ ที่ภาคประชาชนได้เปิดตัวประเด็นต่างๆ ในโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา ภาครัฐโดยเฉพาะสถาบันปิโตรเลียมฯ ที่รับงานมาทำ ควรจะต้องติดตามดูว่ามีความเข้าใจที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือไม่ ตรงกับวิธีที่รัฐมองตรงไหนบ้าง และต้องชี้แจงเพื่อให้ข้อมูลพื้นฐานสอดคล้องกัน พูดภาษาเดียวกันแล้ว จึงจะสามารถสื่อสารได้ว่าอาจจะมีความเข้าใจผิดตรงไหน หรือที่ความคิดเห็นต่างกันนั้น มีอะไรบ้างที่ภาครัฐควรจะรับไปพิจารณาอย่างจริงจังบ้าง

พอสถาบันนำเสนอจบ ไม่มีการเปิดให้ผู้ฟังซักถามทำความเข้าใจ แล้วเวทีเสวนาก็เริ่มโดยวิทยากรคนแรกเป็น “ฝ่ายค้าน” คือ สว.รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา

คุณรสนานำเสนอข้อมูลที่เป็นคนละชุดและตั้งอยู่บนข้อมูลพื้นฐานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับของอธิบดีและสถาบัน เป็นการนำเสนอ PowerPoint ที่ทรงพลังดูน่าเชื่อ มีความชัดเจนในตัวเอง เข้าใจง่าย พร้อมข้อสรุปว่า Thailand III แย่กว่า Thailand I คือ “ยิ่งแก้ยิ่งแย่ลง” แล้วยังมีข้อเสนอให้เปลี่ยนเป็นระบบ PSC โดยมีข้อท้วงติงต่างๆ

เป็นสิ่งที่ดีที่ไม่มีการขัดจังหวะการเสนอของ “ฝ่ายค้าน” แต่น่าผิดหวังมากที่ทั้งสถาบันปิโตรเลียมฯ และอธิบดีไม่ได้ลุกขึ้นมาอธิบายความใดๆ หลังจากท่าน สว.พูดจบ และเมื่อมีความพยายามที่จะอธิบายระดับหนึ่งจากคณะทำงานแล้วก็ยังไม่สามารถทำให้การพูดคุยอยู่บนฐานเดียวกันได้ เหมือนพูดกันคนละภาษา ถ้าต่างคนต่างพูดไม่ฟังกันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

นับเป็นการจัดรับฟังความคิดเห็นที่เสียโอกาส แต่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟัง

รัฐคงต้องตั้งใจฟังภาคประชาชนก่อน เพื่อทำความเข้าใจพื้นฐานให้ตรงกัน จึงจะสามารถรับฟังความคิดเห็นประชาชนได้อย่างแท้จริงแล้วถึงจะมีโอกาสแก้ไขกระแสความขัดแย้งต่างๆ ได้

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI