posttoday
ภาคการผลิตโลกชะลอตัวตะวันตกไม่แกร่งพอชดเชยจีน

ภาคการผลิตโลกชะลอตัวตะวันตกไม่แกร่งพอชดเชยจีน

03 กรกฎาคม 2556

“ภาวะเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ลดระดับความร้อนแรงลงไม่ใช่ผลกระทบจากมาตรการเศรษฐกิจใดๆ

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

“ภาวะเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ลดระดับความร้อนแรงลงไม่ใช่ผลกระทบจากมาตรการเศรษฐกิจใดๆ แต่เป็นแนวโน้มของสถานการณ์การเติบโตที่ชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกที่แทบทุกประเทศจะต้องเผชิญ” เฟดเดอริก นิวแมนน์ นักเศรษฐศาสตร์จากศูนย์วิจัยของเอชเอสบีซี ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าว

นับเป็นความเห็นที่อธิบายภาพรวมสถานการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในห้วงเวลานี้ได้เป็นอย่างดีว่า ทั่วโลกต้องเตรียมตัวเตรียมใจยอมรับกันแล้วว่า ต่อจากนี้เศรษฐกิจจะเติบโตได้น้อยลง ซึ่งรวมถึงการที่ภาคอุตสาหกรรมของแต่ละประเทศจะมีปริมาณการผลิตที่ลดน้อยลง

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับนักวิเคราะห์ในอีกหลายสำนักที่คิดตรงกันว่า ภาคอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกมีแนวโน้มจะชะลอตัวลง โดยมีสาเหตุสืบเนื่องมาจากปัจจัยหลักๆ 2 ประการ คือ 1) การที่ภาวะเติบโตของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกอย่างจีนชะลอตัว และ 2) การฟื้นตัวของสหรัฐกับสถานการณ์ในภูมิภาคยุโรปยังไม่แกร่งพอที่จะช่วยชดเชยการชะลอตัวของจีนได้

ทั้งนี้ เริ่มต้นรอบสัปดาห์นี้ ศูนย์วิจัยข้อมูลทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนต่างออกรายงานระบุตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งเป็นดัชนีที่เกิดจากการสำรวจกิจกรรมความเคลื่อนไหวของบรรดาผู้ผลิตชั้นนำของแต่ละประเทศกว่าหลายร้อยบริษัท และเป็นดัชนีชี้วัดสถานะเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ รวมถึง จิม โอนีล อดีตนักเศรษฐศาสตร์ประจำโกลด์แมน แซคส์ เชื่อว่าเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือมากที่สุดดัชนีหนึ่ง ต่างมีแนวโน้มเดินหน้าสู่ภาวะเศรษฐกิจหดตัวอย่างเห็นได้ชัด

ด้านรายงานดัชนีพีเอ็มไอของทางการจีนในเดือน มิ.ย. ปรับลดลงอยู่ที่ 50.1 จากเดิมที่ 50.8 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่รายงานจากเอชเอสบีซีกลับวัดดัชนีพีเอ็มไอจีนได้ลดลงมากกว่า โดยอยู่ที่ 48.2 ในเดือน มิ.ย. จาก 49.2 ในเดือน พ.ค.

แอนเนตต์ บีชเชอร์ หัวหน้าศูนย์วิจัยของ ทีดี ซีเคียวริตี้ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า การที่ดัชนีพีเอ็มไอจีนลดลงจากเดือนก่อนหน้าจนสะท้อนภาวะเติบโตที่หดตัวลง แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงหลายประการ โดยประเด็นที่เด่นชัดที่สุดก็คือการส่งสัญญาณให้ทั่วโลกรู้ว่าจีนเอาจริงมากเพียงใดกับการเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของตนเอง เช่นการใช้นโยบายการเงินอย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมการปล่อยสินเชื่อภายในประเทศ จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ดัชนีภาคอุตสาหกรรมการผลิตหดตัวลงในช่วง 23 เดือนต่อจากนี้ นอกเหนือจากปริมาณความต้องการสินค้าจีนในสหรัฐและยุโรปที่ลดน้อยลง

แนวโน้มข้างต้นยังสะท้อนให้เห็นบทบาทของจีนที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในหลายประเทศ โดยรายงานของเอชเอสบีซีในเดือน มิ.ย. แสดงให้เห็นแนวโน้มเศรษฐกิจของหลายประเทศที่จะชะลอตัวลงตามการเติบโตที่เชื่องช้าของจีน โดยดัชนีพีเอ็มไอของเกาหลีใต้ในเดือน มิ.ย. ลดลงมาอยู่ที่ 49.4 จาก 51.5 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีพีเอ็มไอของไต้หวันปรับลดติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 เวียดนามปรับตัวแตะระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ และอินโดนีเซียที่ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

ขณะเดียวกัน แม้ผลสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ในหลายประเทศนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นจะค่อนข้างเป็นไปในทางบวก แต่ นิวแมนน์ รวมถึงนักวิเคราะห์หลายรายกลับเห็นว่า หลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ยังไม่ได้ประโยชน์จากข้อมูลทางบวกของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากฟากตะวันตกสักเท่าไรนัก โดยยังไม่นับรวมแนวโน้มการเติบโตในอนาคตของเอเชียยังจัดอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น เมื่อท่าทีของจีนยังไม่บ่งชัดว่าจะมีนโยบายใดๆ เตรียมพร้อมกับสถานการณ์ในอนาคต

ทั้งนี้ ผลสำรวจของ “ทังคัน” ซึ่งติดตามกิจกรรมภาคอุตสาหกรรมการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ในญี่ปุ่นประจำรายไตรมาสโดยธนาคารกลางญี่ปุ่น พบว่า ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4 ในเดือน มิ.ย. จากเดิมที่ ลบ 8 เมื่อเดือน มี.ค. สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจมีความหวังมากกว่าเมื่อช่วงต้นปี ขณะที่ดัชนีภาคอุตสาหกรรมโรงงานของสหรัฐ (ไอเอสเอ็ม) ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน อยู่ที่ 50.9 ในเดือน มิ.ย. จากเดิมที่ 49 ในเดือน พ.ค.ก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจดัชนีพีเอ็มไอของหลายประเทศทั่วโลก โดย มาร์กิต และเจพี มอร์แกน ยังตอกย้ำให้เห็นว่า กิจกรรมความเคลื่อนไหวของภาคอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศสหรัฐ ญี่ปุ่น อังกฤษ รัสเซีย สวิตเซอร์แลนด์ และเม็กซิโก มีการปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ดัชนีพีเอ็มไอของยูโรโซนแสดงให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของภูมิภาคเริ่มบรรเทาแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม ข่าวดีข้างต้นกลับไม่ได้เป็นการรับรองว่าภาคการผลิตทั่วโลกจะคึกคักตามไปด้วย เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐ ยุโรป หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่น ยังคงอยู่ในภาวะเปราะบางที่ฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ โดยมีประเด็นปัญหาที่ยังคงต้องแก้ไขมากมาย ทั้งการฟื้นความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคภายในประเทศ การจัดการกับปริมาณหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล และที่สำคัญที่สุดก็คือ การเพิ่มการจ้างงานให้กับประชากรภายในประเทศ

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากหลายสำนักตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขที่น่าห่วง และน่าจับตามองมากกว่าดัชนีพีเอ็มไอ คือภาวะการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ข้อมูลล่าสุดของมาร์กิตและเจพี มอร์แกน ระบุว่า แม้จะยังอยู่ในระดับเล็กน้อย แต่นับเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนที่มีรายงานการเลิกจ้างจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตของโลก โดยจำนวนแรงงานเริ่มลดต่ำลงในจีน บราซิล เวียดนาม สวิตเซอร์แลนด์ และโปแลนด์ โดยการลดลงของปริมาณแรงงานในจีนยังเป็นอัตราการลดลงที่เร็วที่สุดในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่นับรวมปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะกระเทือนต่อสถานะของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดปริมาณการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินด้วยการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยในหลายประเทศ รวมถึงเอเชีย ปรับตัวสูงขึ้นจนเป็นอันตรายต่อปริมาณการบริโภคและการขยายตัวของภาคธุรกิจในภูมิภาค

วิษณุ วราธาน นักเศรษฐศาสตร์จากมิซูโฮ คอร์เปอเรท แบงก์ ประจำสิงคโปร์ กล่าวสรุปว่า ตัวเลขทั้งหมดข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตทั่วโลกในขณะนี้ไม่อาจพูดได้ว่ามีความหวังได้เต็มปากเต็มคำ แถมเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียเอง

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI