posttoday
การค้าไทย-มาเลเซียกับการลดความผันผวนของค่าเงิน

การค้าไทย-มาเลเซียกับการลดความผันผวนของค่าเงิน

02 กรกฎาคม 2556

ปัจจุบันประเทศมาเลเซียถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยมีความสำคัญเป็นอันดับ 4 รองจาก จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบันประเทศมาเลเซียถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยมีความสำคัญเป็นอันดับ 4 รองจาก จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

โดยหากเปรียบเทียบมูลค่าการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน พบว่ามาเลเซียเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทย โดยในช่วงปี 2551–2555 ไทยและมาเลเซียมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเฉลี่ยต่อปีเกือบ 7 แสนล้านบาท และมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปมาเลเซีย คือ น้ำมันสำเร็จรูป ชิ้นส่วน อุปกรณ์รถยนต์ ยางพารา โดยเฉพาะน้ำยางข้น ซึ่งมาเลเซียนำเข้าเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยาง เครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ คือ คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ น้ำมันดิบ เครื่องจักรและอุปกรณ์ และเคมีภัณฑ์

แม้ไทยกับมาเลเซียจะมีความสัมพันธ์ทางการค้าต่อกันมาก แต่สกุลเงินที่ระบุในการซื้อขายสินค้า ส่วนใหญ่เป็นเงินเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย 87 ของมูลค่าการค้ารวม (ระหว่างปี 2547–2555) เนื่องจากเงินสกุลนี้เป็นสกุลเงินหลักที่ถูกใช้ในทางการค้าอย่างกว้างขวาง มีความคล่องตัวสูง และคู่ค้าส่วนใหญ่มีธุรกรรมทางการค้าทั่วโลก ฉะนั้นการกำหนดให้ชำระค่าสินค้าเป็นเงินเหรียญสหรัฐ จะทำให้คู่ค้าสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงโดยการสร้างสมดุลระหว่างรายได้กับรายจ่ายให้เป็นเงินสกุลต่างประเทศสกุลเดียวกันได้ หรือที่เรียกกันว่า “Natural Hedge” ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้บางส่วน นอกเหนือจากการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนกับสถาบันการเงิน

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพิงสกุลเงินหลักเพียงสกุลเดียว ทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงเกิดขึ้นจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

ขณะที่เงินสกุลท้องถิ่นของทั้ง 2 ประเทศ ทั้งเงินสกุลบาท และเงินสกุลริงกิต ถูกใช้ในการซื้อขายสินค้าระหว่างกันน้อยมาก

โดยในช่วงระหว่างปี 2547–2555 มีสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 10% ของมูลค่าการค้ารวมเท่านั้น โดยการใช้เงินสกุลริงกิตปรับลดลงมากนับตั้งแต่มาเลเซียมีการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนและการปริวรรตเงินตราเมื่อปี 2541 เป็นต้นมา

ขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์ไทยก็ลดการทำธุรกรรมที่อ้างอิงเป็นเงินสกุลริงกิต นี่จึงเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้การตกลงระหว่างคู่ค้ามีการใช้เงินสกุลบาทในสัดส่วนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสแรกของปีนี้เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของการระบุสกุลเงินในการซื้อขายสินค้าที่ชัดเจนขึ้น เมื่อปริมาณการใช้เงินสกุลเหรียญสหรัฐกำลังถูกคู่ค้าปรับลดลง การให้ความสำคัญลงมาเหลือในสัดส่วนเพียง 85% และใช้เงินสกุลท้องถิ่นสูงขึ้นเป็น 11.5% ในจำนวนนั้นมีการค้าขายกันเป็นเงินสกุลบาท 9.3% และเงินสกุลริงกิตอีก 2.2%

สำหรับเงินสกุลบาทถูกใช้มากขึ้นจากสัดส่วนเฉลี่ย 5.9% ในปี 2547 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 9.3% ในไตรมาสแรกของปี 2556 ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากความผันผวนของค่าเงินบาท ที่ค่อนข้างมีการเคลื่อนไหวผันผวนอย่างรุนแรง หากมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามากระทบ เช่น มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าออกอย่างรวดเร็วและมีปริมาณมาก เกิดการคาดการณ์และการเก็งกำไรในค่าเงิน เป็นต้น

ส่วนสัดส่วนการใช้เงินสกุลริงกิตของมาเลเซียที่มีการปรับลดลงจากเฉลี่ย 5.0% ในปี 2547 เหลือเพียง 2.2% ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนและปริวรรตเงินตราของมาเลเซียที่ประกาศใช้เมื่อปี 2541 ซึ่งถึงแม้จะมีการผ่อนคลายแล้ว แต่ตลาดยังไม่มีความเชื่อมั่นในเงินสกุลริงกิตมากนัก

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินเหรียญสหรัฐในทางการค้ามาใช้เป็นเงินสกุลท้องถิ่นเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของผู้ประกอบการ เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อิงกับสกุลเงินหลัก นอกเหนือจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน และการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้มากขึ้น สอดคล้องกับความพยายามของประเทศในกลุ่มอาเซียนที่จะให้มีการแลกเปลี่ยนเงินตราโดยตรงกันมากขึ้น โดยการพัฒนาศักยภาพของระบบการเงิน เพื่อรองรับการชำระเงินระหว่างกันด้วยเงินสกุลภูมิภาคที่จะมีมากขึ้นในอนาคต

หากมีการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการใช้เงินสกุลท้องถิ่นมากขึ้น ในอนาคตผู้ประกอบการที่ทำการค้าขายระหว่างไทยและมาเลเซีย น่าจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินน้อยลง

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน