posttoday
บทบาททีดีอาร์ไอในกระแสประชานิยม

บทบาททีดีอาร์ไอในกระแสประชานิยม

26 มิถุนายน 2556

“นโยบายประชานิยม” กลายเป็นกระแสใหญ่ในสังคมประชาธิปไตย ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ประชานิยมถูกนำมาใช้หาเสียงในการเมืองไทยอย่างแพร่หลายโดยหลายพรรคการเมือง ท่ามกลางความคิดเห็นต่างขั้ว ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายซึ่งพยายามท้วงติง จึงถูกแขวนป้าย ผลักให้ไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ไม่เว้นแม้การแสดงความเห็นทางวิชาการของสถาบันทางวิชาการต่างๆ

“นโยบายประชานิยม” กลายเป็นกระแสใหญ่ในสังคมประชาธิปไตย ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ประชานิยมถูกนำมาใช้หาเสียงในการเมืองไทยอย่างแพร่หลายโดยหลายพรรคการเมือง ท่ามกลางความคิดเห็นต่างขั้ว ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายซึ่งพยายามท้วงติง จึงถูกแขวนป้าย ผลักให้ไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ไม่เว้นแม้การแสดงความเห็นทางวิชาการของสถาบันทางวิชาการต่างๆ

ประชานิยมในทางเศรษฐกิจ เป็นนโยบายซึ่งหวังผลให้ได้การสนับสนุนทางการเมือง โดยเน้นการล้วงกระเป๋าคนกลุ่มหนึ่งไปให้คนอีกกลุ่ม หรือแทรกแซงกลไกตลาด ซึ่งโดยตัวมันเองไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ถ้าสามารถช่วยสร้างขีดความสามารถในระยะยาวของประชาชนและภาคธุรกิจ ปัญหาก็คือ นโยบายประชานิยมส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงหลัง นอกจากไม่ช่วยสร้างความเข้มแข็งของประชาชนหรือภาคธุรกิจแล้ว ยังสร้างภาระทางการคลังต่อประเทศมาก

หากเปรียบประชานิยมยุครัฐบาลทักษิณเป็นประชานิยมรุ่นแรก และยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นรุ่นที่สอง นโยบายรุ่นแรก เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค ช่วยสร้างขีดความสามารถประชาชนอย่างมาก เพราะสุขภาพเป็นรากฐานของมนุษย์ นโยบายโอท็อปก็เป็นความพยายามสร้างความสามารถให้แก่ธุรกิจชุมชน แม้จะมีปัญหาหลายอย่าง

แต่นโยบายประชานิยมในรุ่นที่สองจำนวนมากไม่เข้าข่ายนี้เลย เช่น นโยบายรถคันแรก เกิดจากการล็อบบี้โดยนักลงทุนข้ามชาติในอุตสาหกรรมยานยนต์ นโยบายนี้จึงออกมาเพื่อเอาใจนักลงทุนต่างประเทศ แล้วผู้ซื้อรถคนไทยเป็นผลพลอยได้ ตอนนี้ก็เห็นชัดว่ามีคนไม่สามารถรับรถได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยบางยี่ห้อสูงถึง 7080%

นโยบายรถคันแรกเป็นตัวอย่างนโยบายประชานิยมในเชิง ลดแลกแจกแถม ที่มีปัญหามาก และสวนทางกับแนวทางการพัฒนาที่ควรจะเป็น ซึ่งควรทำให้คนทุกกลุ่มใช้บริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น นโยบายประชานิยมส่วนใหญ่ยังไม่มีการติดป้ายราคาบอกผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งว่ามีต้นทุนเท่าไร นโยบายประชานิยมในช่วงหลังๆ ยังเริ่มเข้าไปหากลุ่มเฉพาะมากขึ้น เช่น เรื่องรถ แรงงาน ข้าว แต่ละกลุ่มก็มีกลุ่มผลประโยชน์อยู่ในแต่ละเรื่อง การกระจายผลประโยชน์ที่แคบลง ทำให้นโยบายประชานิยมเหล่านี้มีคุณภาพที่ด้อยลงไปด้วย

ต่อข้อเสนอจากบางฝ่ายให้นักวิชาการ รวมทั้งทีดีอาร์ไอมาทำหน้าที่ฝ่ายค้านนั้น ดร.สมเกียรติ เห็นว่าการที่เรามีพรรคฝ่ายค้านที่ไม่ค่อยเข้มแข็ง ไม่ควรจะเป็นเหตุให้สถาบันทางวิชาการต้องไปทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านแทน ทีดีอาร์ไอและนักวิชาการควรวิพากษ์วิจารณ์นโยบายแต่ละเรื่องมากกว่าที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์ตัวระบบการเมือง ซึ่งเลี่ยงได้ยากที่จะเข้าไปพัวพันกับการเมือง ทั้งนี้การวิจารณ์ต้องอยู่บนหลักวิชาการและข้อมูลว่า นโยบายเหล่านั้นมีข้อดีและข้อเสียที่ควรปรับปรุงอย่างไร ภาควิชาการควรเป็นตัวแทนของภาคประชาสังคม ภาคประชาชน คนเล็กคนน้อยที่ไม่มีปากมีเสียงในสังคม มากกว่าที่จะเข้าไปต่อสู้ในเวทีทางการเมืองโดยตรง เพราะในระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยมีกลไกตัดสินใจอยู่แล้ว

จากประสบการณ์ที่มีนักวิชาการจากทีดีอาร์ไอเข้าไปร่วมในตำแหน่งที่สำคัญในรัฐบาลในอดีต และได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาก เราได้ทบทวนบทเรียนและได้ข้อสรุปว่า ต่อไปเราไม่ควรจะเดินเส้นทางนั้นอีก เราอยากเห็นการเมืองประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น เป็นการเมืองที่นอกจากจะเป็นตัวแทนของเสียงข้างมากแล้ว ยังคุ้มครองเสียงข้างน้อยที่ไม่มีปากมีเสียงในสังคม ไปจนถึงรุ่นลูกหลานที่ไม่สามารถออกเสียงเลือกตั้งในวันนี้ด้วย

ด้วยแนวคิดอย่างนี้ เราจึงวิตกทุกข์ร้อนกับนโยบายประชานิยม ไม่ใช่ว่าเพราะเราเป็นพวกเสรีนิยมใหม่ ซึ่งมีแนวคิดต่างจากนักวิจัยส่วนใหญ่ในทีดีอาร์ไอมาก แต่เพราะพวกเราเห็นว่าถ้าปล่อยให้ดำเนินนโยบายประชานิยมแบบนี้ต่อไป มันจะพาเราไปสู่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งคนที่รับภาระก็คือคนรุ่นลูกรุ่นหลานของเรา ในฐานะที่เป็นหน่วยงานทางวิชาการ เราอยากมีส่วนช่วยทำให้การเมืองในระบบรัฐสภามีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น งานหนึ่งที่เราทำกันอยู่ในปัจจุบัน คือ การร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าจัดตั้งหน่วยวิเคราะห์งบประมาณของรัฐสภา เพื่อช่วยให้รัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น

นโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมที่อยากเห็น คือ นโยบายที่มีความรับผิดชอบทางการคลัง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีกติกาที่ทำให้การเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่แข่งขันกันจนทำลายตัวเอง หรือทำลายเศรษฐกิจจนเกิดวิกฤต กฎกติกาบางอย่างอาจต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย โดยต้องแก้ให้มีวินัยทางการคลังที่จำกัดการใช้เงิน ไม่ใช่ปล่อยให้ขาดดุลทางการคลังต่อเนื่องไปนานๆ

ตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ในปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยขาดดุลการคลังมาทุกปี ยกเว้นปี 2548 ปีเดียว และถ้าเกิดแข่งขันกันทางนโยบายแบบนี้ต่อไป ก็จะมีแนวโน้มขาดดุลเพิ่มขึ้น แม้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ระดับ 44-45% ของจีดีพี ซึ่งยังไม่ใช่ระดับที่สูง แต่ถ้าเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ มีแรงกระแทกจากภายนอกก็ทำให้หนี้สาธารณะสามารถกระโดดขึ้นได้ เช่นที่เคยเกิดหลังวิกฤตในปี 2540 ซึ่งหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 61% ของจีดีพี ในเวลาเพียง 23 ปี ดังนั้นเราจึงไม่ควรประมาท

ทุกฝ่ายในสังคมช่วยกันกำหนดกติกาให้การแข่งขันทางการเมืองไม่นำไปสู่การทำลายระบอบประชาธิปไตยและระบอบเศรษฐกิจ นั่นคือ วินัยทางการคลัง ซึ่งสังคมควรมาช่วยกันคิด ส่วนตัวเห็นว่ารัฐธรรมนูญควรจะคุมเพดานการขาดดุลการคลังในช่วงภาวะเศรษฐกิจปกติ โดยไม่ต้องไปกำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐในรายละเอียดเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 แต่ควรปล่อยให้พรรคการเมืองกำหนดนโยบายเพื่อหาเสียงเลือกตั้งได้โดยอิสระภายใต้กรอบวินัยทางการคลัง

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI