
"จำนำข้าว" เข้ามุมอับ
ในที่สุดแล้วรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็สั่ง “เข้าเกียร์ถอยสุดซอย” สำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด 1.5 หมื่นบาทต่อตัน โครงการ “เรือธง”
โดย...จตุพล สันตะกิจ
ในที่สุดแล้วรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็สั่ง “เข้าเกียร์ถอยสุดซอย” สำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด 1.5 หมื่นบาทต่อตัน โครงการ “เรือธง” ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยได้เสียงสนับสนุนจนชนะการเลือกตั้งถล่มทลายในเดือน ก.ค. 2554
เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษวันที่ 19 มิ.ย. มีมติปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้า 100% ปีการผลิต 2555/2556 รอบที่ 1 และรอบ 2 จาก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน เหลือ 1.2 หมื่นบาทต่อตัน และจำกัดวงเงินรับจำนำข้าวเปลือกต่อครัวเรือนไม่เกิน 5 แสนบาท โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.-15 ก.ย. 2556
ครม.ยังมีมติเห็นชอบให้ “จำกัดวงเงิน” รับจำนำข้าวเปลือกต่อครัวเรือนไม่เกิน 5 แสนบาท โดยให้มีผลทันทีในวันที่ 20 มิ.ย.เป็นต้นไป จากเดิมที่ไม่มีการจำกัดวงเงิน เพียงแต่ระบุว่า หากเกษตรกรนำข้าวเข้าโครงการเกิน 5 แสนบาท หรือมีผลผลิตมากกว่าปีที่แล้ว 20% จะต้องมีการ “ตรวจสอบเข้มข้น”
ขณะที่ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ครม.มีมติ “สกัด” ไม่ให้ข้าวอายุต่ำกว่า 110 วัน และข้าว 18 สายพันธุ์ เข้าร่วมโครงการรับจำนำ ซึ่งนั่นเป็นการ “ถอยก้าวแรก” ของโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด
ทว่า การปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้าเหลือ 1.2 หมื่นบาท ที่ ครม.เห็นชอบ และเป็นการเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มี บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ที่สรุปเป็น “มติสุดท้าย” ในช่วงหัวค่ำของวันที่ 18 มิ.ย. หรือเพียง 5 ชั่วโมงหลัง ครม.สั่งการให้ กขช.ไปทบทวนโครงการรับจำนำข้าวเปลือก
เพราะเสียงใน ครม.วันนั้น ไม่สนองตอบต่อข้อเสนอบุญทรง ที่เสนอ ครม.ว่า “ขอให้ ครม.มีมติปรับลดราคารับจำนำข้าวเหลือ 1.2 หมื่นบาทต่อตัน และให้มีผลทันที” และเหตุผลที่ต้อง “ทำทันที” บุญทรงให้เหตุผลว่า หากปล่อยเวลาทอดยาวออกไปก็จะมีข้าวทะลักเข้าโครงการจำนวนมาก
ประหนึ่งภาระโยนให้ ครม.ตัดสินใจว่า “จะปล่อยให้ข้าวทะลักเข้าโครงการ” หรือ “จะยอมให้ชาวนาทะลักบุกกรุง”
แต่ที่ประชุม ครม.วันนั้น มีเพียง อัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เตือนสตินายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า “ท่านอย่าลืมว่าท่านได้เสนอนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว ซึ่งหากจะทำอย่างนั้นต้องหาอะไรเสริมให้เขา ถ้าอย่างนั้นไม่ได้ คุณโดนแน่ เพราะอย่าลืมว่าคุณหาเสียงไว้อย่างนั้น”
แต่วันรุ่งขึ้นเหตุการณ์กลับตาลปัตร เมื่ออัชพรพูดในที่ประชุม ครม.วันที่ 19 มิ.ย. “การปรับราคารับจำนำข้าวลง สามารถทำได้ และปีแรกรัฐบาลก็ได้ทำโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ตามที่แถลงไว้แล้ว ส่วนปีที่ 24 รัฐบาลจะดำเนินนโยบายตามที่แถลงไว้ คือการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร”
สอดรับกับเสียง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่เห็นพ้องกับการข้อเสนอการลดราคารับจำนำข้าวเปลือกของอัชพร คนเดียวกับที่เตือนนายกฯ เมื่อวันก่อนหน้า
“การตัดสินใจใหญ่ๆ อย่างนี้ คุณทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกฯ) จะไม่รู้ เป็นไปไม่ได้ เราก็รู้ๆ กันอยู่ ใครเป็นผู้ตัดสินใจตัวจริง” สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ แห่งคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) วิเคราะห์
นั่นทำให้ต้องพิเคราะห์กันว่า เหตุใดรัฐบาลจึงกล้าสั่งถอยโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งมีเหตุผลอธิบายได้ 3 ประเด็น
1.รัฐบาลควักเงินหน้าตักมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวแทบจะหมดกระเป๋าแล้ว และไม่มีทางที่รัฐบาลจะคุมกรอบวงเงินหมุนเวียนในโครงการไม่ให้เกิน 5 แสนล้านบาท ขณะที่หากผลการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวที่สูงลิ่วเป็นแสนๆ ล้านบาทต่อปีเช่นนี้ จึงไม่มีทางที่รัฐบาลจะรับสภาพได้นานๆ
2.การเลือกช่วงเวลาปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกในช่วงท้ายๆ ฤดูกาลรับจำนำข้าวเปลือก ปี 2555/2556 ซึ่งแทบจะไม่มีข้าวเปลือกนาปีเข้าโครงการ จะไม่กระทบต่อฐานเสียงชาวนาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือที่ปลูกข้าวปีละ 1 รอบ เนื่องจากข้าวเปลือกนาปีเหล่านี้เข้าโครงการเกือบหมดแล้ว
การปรับราคารับจำนำข้าวเปลือกจึงไม่ส่งผลกระทบต่อ “ฐานเสียงหลัก” ของพรรคเพื่อไทย
ขณะที่การลดราคารับจำนำข้าวเปลือกในช่วงนี้ จะมีผลกระทบกับชาวนาภาคกลางที่ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2556 แต่เมื่อเทียบกับชาวนาภาคอีสานและภาคเหนือพบว่าจำนวนแตกต่างกันมาก ขณะที่ชาวนาภาคกลางส่วนใหญ่เป็น “ชาวนานายทุน” และชาวนารับจ้าง หากเกิดปรากฏการณ์ม็อบบุกกรุง รัฐบาลเชื่อว่าสามารถกุมสภาพได้อย่างแน่นอน
3.ความรับผิดชอบต่อการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ที่รัฐบาลแถลงว่าจะรับจำนำข้าวทุกเมล็ดราคา 1.5 หมื่นบาทต่อตัน เมื่อมีการกลับคำแถลง รัฐบาลย่อมมีข้ออ้างที่ดูสมเหตุสมผลเสมอ เช่นว่า นโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายปีแรกที่รัฐบาลได้แถลงต่อสภา และรัฐบาลก็ได้ดำเนินการแล้ว ส่วนปีที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 สามารถปรับเปลี่ยนได้
ประเด็นนี้ สมบัติ มองว่า รัฐบาลจะอ้างอะไรก็ได้ เช่นว่าโครงการรับจำนำข้าว 1.5 หมื่นบาท จะเป็นนโยบายหาเสียงและรัฐบาลแถลงต่อสภา แต่เมื่อมีผลขาดทุนมากๆ รัฐบาลก็ต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้ว ประชาชนเขารับไม่ได้ เพราะเป็นการโกหกหลอกลวงประชาชน
ผู้ที่กำหนดนโยบายต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการ “ลาออก”
“คนของเราไม่ใช่แบบนั้น บางคนไม่แคร์ด้วยซ้ำว่า รัฐบาลให้สัญญาอะไรไปแล้ว บางคนเฉย บางคนดีใจที่รัฐบาลลดราคาจำนำข้าว แต่ถ้าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เขารับไม่ได้กับการโกหกประชาชน” สมบัติ ระบุ
นอกจากนี้ หากพิเคราะห์ผลกระทบที่จะตามมาหลังการตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลเพื่อไทยจะพบว่าสร้างผลเสียมากมายในทุกภาคส่วน
1.เป็นการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองว่า ต่อไปนี้เพื่อให้พรรคการเมืองชนะการเลือกตั้ง ก็สามารถหาเสียงโดยใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่ง ทั้งๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่ามีผลกระทบใหญ่หลวงตั้งแต่ต้น
2.การกำหนดราคารับจำนำข้าวเปลือกที่สูงกว่าราคาตลาด 50% และหวังว่าจะใช้เป็นราคา “ชี้นำ” ราคาตลาดโลก แต่วันนี้พิสูจน์แล้วว่าเป็น “ความเชื่อ” ที่ไม่ได้อยู่บนโลกความเป็นจริง แม้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายในภายหลังก็ไม่สามารถ “ล้างผิด-ล้างโทษมลทิน” และชำระความเสียหายที่เกิดขึ้นได้
โดยเฉพาะผลการขาดทุนนับแสนล้านบาทใครจะต้องเป็นผู้ชดใช้
ปริมาณข้าวสารในสต๊อกที่กองอยู่ 1517 ล้านตัน จะระบายกันอย่างไร และการขาดทุนจากการระบายข้าวใครต้องรับผิดชอบ
สุดท้าย การช่วยเหลือชาวนา โดยใช้เครื่องมือโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมาจะพบว่ามีช่องให้เกิดการรั่วไหลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตัวอย่างเช่น ข้าวสาร 3 ฤดูกาลผลิตที่รับจำนำเข้าโครงการมีข้าวสารหายไปจากสารบบ 2.98 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท การทำข้าวถุงถูกใจ 2 ล้านตัน แต่ข้าวหายไป 1.6 ล้านตัน
เมื่อไม่มีการอุดช่องโหว่ทุกกระบวนการ โครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่รับข้าวเปลือก รับข้าวสารเข้าโครงการ ไปจนถึงการระบายข้าว จึงได้ชื่อว่าเป็นโครงการนักการเมืองผลิตขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ “ทำมาหากิน” โดยมีชาวนาบังหน้า







