
ไขลานครม.
ย่างเข้าไตรมาสสองของปีนี้ เศรษฐกิจไทยที่คิดว่าจะฟื้นตัวอย่างชัดเจน จนทำให้รัฐบาลฝันหวานว่าจะไม่ต้องกู้เงินถึง 8 แสนล้านบาท กู้เงินเพียงแค่ 4 แสนล้านบาท ก็จะน่าจะเพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เริ่มไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เมื่อเจอการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงขับไล่นายกรัฐมนตรีและปักหลักยืดเยื้อยาวนานมากกว่าที่รัฐบาลคาดคิด
หลายหน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจออกมาประมาณการความเสียหายจากผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองรายวัน ว่าปิดกี่วันกระทบเท่าไหร่ ซึ่งรวมๆ กันแล้ว ไปๆ มาๆ อาจจะเป็นแสนล้านบาท ซึ่งเป็นการเสียโอกาสและเป็นความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ ที่คิดว่าเป็นต้นทุนประชาธิปไตยที่คนไทยต้องจ่าย
ขณะนี้ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว นอกจากทำใจ เพราะดูแนวโน้มแล้วปัญหาการเมืองในช่วงนี้ยังหาทางออกไม่ได้ และก็จะลากให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก เริ่มจากปัญหาเศรษฐกิจและจะลุกลามไปเป็นปัญหาสังคมในที่สุด
ที่จะลุกลามเป็นปัญหาสังคมก็เพราะ วิกฤตการณ์นี้จะทำให้เกิดคนตกงาน หรือคนมีรายได้ลดลงเพราะเจอหางเลขจากการแห่ไปชุมนุมในย่านธุรกิจสำคัญ ที่มีการจ้างงานจำนวนมาก และอาจจะลดการจ้างงานหรือคนมีรายได้ลดลง
การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจะต้องเกิดขึ้นแน่ เพราะเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการนี้ จะต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล อาทิ ขอให้ปรับโครงสร้างหนี้ ขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ขอเงินชดเชย ฯลฯ
ฉะนั้น เมื่อเห็นว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้า รัฐบาลก็อย่ามัวแต่มองปัญหาเฉพาะหน้าแก้ปัญหาการเมืองรายวัน แต่ลืมความสำคัญในด้านอื่นๆ ขณะนี้นายกรัฐมนตรีควรจะกำชับคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจ ที่สำคัญให้เร่งทำงานและหามาตรการพยุงเศรษฐกิจออกมา เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา จากผลกระทบจากวิกฤตการเมืองครั้งนี้
นอกจากนี้ รัฐบาลก็จะเจอภัยเงียบที่จะซ้ำเติมเศรษฐกิจให้แย่ลงอีก คือ การปรับตัวสูงขึ้นอย่างช้าๆ ของราคาน้ำมัน ที่ค่อยๆ ทยอยปรับราคาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เงินเฟ้อและราคาสินค้าปรับสูงขึ้น
ช่วงที่ผ่านมาน้ำมันไม่แพง เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าพยุงราคาอยู่ แต่จากนี้ไปหากปัญหาการเมืองรุนแรง ต่างชาติถอนการลงทุนออกไปเพราะไม่มั่นใจ ก็อย่าหวังว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่ามาพยุงราคาน้ำมันได้อีก รัฐบาลควรคิดถึงเรื่องอื่นและไขลานคณะรัฐมนตรีและข้าราชการอย่าให้เกียร์ว่าง







