
การอยู่ร่วมกันของพลังงานและสิ่งแวดล้อม
คณะของ รมว.พลังงาน ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น โดยในคณะมี
คณะของ รมว.พลังงาน ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น โดยในคณะมี
ชื่อบทความในวันนี้ ผมได้มาจากสโลแกนของโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ที่ผมได้มีโอกาสร่วมไปกับคณะของท่านรมว.พลังงานไปเยี่ยมชมเมื่อกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา
ก่อนอื่นต้องเรียนว่าในคณะที่เดินทางไปเยี่ยมชมและศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินครั้งนี้ ประกอบไปด้วยหลายฝ่าย มทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยสนับสนุนให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยและฝ่ายที่คัดค้าน โดยผู้ร่วมเดินทางมีทั้งนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากองค์กรเอกชน นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม NGO ผู้นำชุมชน และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ จึงถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีความคิดเห็นที่หลากหลาย และยากต่อการที่จะมีการชี้นำหรือครอบงำความคิดกันได้ง่ายๆ
เราได้มีโอกาสไปดูงานที่โรงไฟฟ้าสองแห่งด้วยกัน คือ โรงไฟฟ้า Hekinan ของ บริษัท Chubu Electric Power จำกัด (CEPCO) และโรงไฟฟ้า Isogo ของบริษัท JPower จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทค้าส่งไฟฟ้าที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลและได้แปรรูปเป็นบริษัทเอกชน มีฐานะคล้ายกับ กฟผ. ในบ้านเรา โรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดและอยู่ใกล้กับชุมชนเมืองทั้งคู่ ต่างกันที่แห่งแรกเป็นโรงเก่า สร้างมาร่วม 20 ปีแล้ว และยังไม่ใช่ระบบปิด 100% ยังมีลานกองถ่านหินให้เห็นอยู่
ส่วนโรงที่สองเป็นโรงที่ใหม่กว่า โดยได้รื้อโรงไฟฟ้าเก่าทิ้งและสร้างใหม่มาประมาณ 10 ปีแล้ว โรงนี้ได้ใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดที่ทันสมัยที่สุดที่ทาง JPower คิดค้นขึ้นมาเอง โดยเป็นระบบปิดทั้งหมด แม้แต่การขนถ่าย ลำเลียง และเก็บถ่านหิน ก็เป็นระบบปิดทั้งหมด
การที่เราได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าทั้งเก่าและใหม่ จึงทำให้สามารถประเมินได้ดียิ่งขึ้นว่าอายุของโรงไฟฟ้า และการขนถ่ายถ่านหินในระบบปิดกับกึ่งปิดนั้นมีความแตกต่างกันหรือไม่
ในด้านของการปล่อยมลภาวะนั้น โรงไฟฟ้า Hekinan ตั้งอยู่ที่เมือง Hekinan ซึ่งอยู่ห่างจากเมือง Nagoya เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของญี่ปุ่นไป 40 กม. มีพลเมืองราว 72,000 คน ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมและการประมง
โรงไฟฟ้า Hekinan มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 5 เครื่อง ผลิตไฟฟ้าได้ 4,100 MW ต่อวัน นับเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และหนึ่งในโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ก่อนที่จะได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ผู้ประกอบการต้องทำประชาคมกับประชาชนในท้องถิ่น และทำข้อตกลงด้านการปล่อยมลภาวะกับทางเทศบาล ซึ่งถือเป็นตัวแทนของประชาชน โดยข้อตกลงนี้มีความเข้มงวดกว่ามาตรฐานของทางการเสียอีก ตามตารางข้างล่างนี้
มาตรฐานตามก.ม. ข้อตกลงกับท้องถิ่น
การปล่อยซัลเฟอร์ออกไซด์ (S0x) <98108 ppm <2528 ppm
การปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) <200 ppm <1530 ppm
การปล่อยเขม่าและฝุ่น (Soot) <100 mg/m3N <5 mg/m3N
เช่นเดียวกันกับโรงไฟฟ้า Isogo ที่ตั้งอยู่ที่เมือง Yokohama ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น มีประชากรหนาแน่นถึง 3.7 ล้านคน เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 1,200 MW/วัน ผลิตไฟฟ้าป้อนกรุงโตเกียวและโยโกฮามา เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงเดียวในอ่าวโตเกียว และอยู่ใกล้เมืองใหญ่มากที่สุด
โรงไฟฟ้าแห่งนี้ต้องทำสัญญาประชาคมกับเทศบาลในการกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลภาวะที่เข้มงวดกว่าที่ทางการกำหนด และทางผู้ประกอบการก็ยังทำได้ต่ำกว่าที่ทำสัญญาเอาไว้มากพอสมควร โดยตัวเลขที่ได้มีการตรวจสอบและรายงานจากห้องควบคุมและส่งต่อให้ทางเทศบาล ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมากแสดงว่า ตัวเลขการปล่อยมลภาวะได้ลดลงอย่างมากดังนี้
การปล่อยซัลเฟอร์ออกไซด์ (S0x) 10 ppm
การปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) 13 ppm
การปล่อยเขม่าและฝุ่น (Soot) 5 mg/m3N
ดังนั้นทางบริษัท JPower ระบุว่านี่คือโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สะอาดที่สุดในโลก ซึ่งก็น่าจะเป็นความจริง เพราะตลอดเวลาที่เราอยู่ในโรงไฟฟ้าแห่งนี้ พบว่าโรงไฟฟ้าแห่งนี้สะอาดมาก ไม่มีฝุ่นควันหรือกลิ่นอายของถ่านหินหรือกำมะถันเลยแม้แต่น้อย ข้อสำคัญคือเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไม่เห็นถ่านหินแม้แต่ก้อนเดียว ยกเว้นก้อนที่เขายกเอามาตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น เพราะเป็นระบบปิดทั้งหมด แม้กระทั่งไซโลที่ใช้เก็บถ่านหินก็เป็นระบบปิด
สรุปว่าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดมีจริงและนำมาใช้ได้จริง
สรุปผลจากการดูงานครั้งนี้ก็คือ เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดนั้นมีอยู่จริงและนำมาใช้งานได้จริงครับ คิดว่าทุกคนที่ไปดูงานคราวนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธความจริงข้อนี้ แต่จำเป็นหรือยัง และจะนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในบ้านเราอย่างไรหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในภาคประชาสังคม และยินยอมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และตรวจสอบการดำเนินการของผู้ประกอบการ
ในญี่ปุ่นปัญหาเรื่องชุมชนไม่ซับซ้อนเท่ากับปัญหาในบ้านเรา เพราะการเมืองท้องถิ่นของเขาเข้มแข็ง นักการเมืองท้องถิ่นเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง และประชาชนมอบหมายให้เทศบาลเป็นตัวแทนในการดูแลผลประโยชน์ของประชาชน แต่ในบ้านเรานักการเมืองท้องถิ่นมีภาพผูกติดกับผลประโยชน์ของนายทุนและนักการเมืองระดับชาติ จึงไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชน การแก้ปัญหาในระดับชุมชนจึงค่อนข้างซับซ้อนและทำได้ยาก
อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานที่บีบรัดเข้ามาเรื่อยๆ อย่างเช่นกรณีไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ใน 14 จังหวัดภาคใต้ ทำให้เราจะมัวแต่ถกเถียงกันอยู่โดยไม่หาข้อสรุปโดยเร็วก็คงจะไม่ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องหาทางออกต่อปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในอนาคตให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ก่อนอื่นผมคิดว่าทุกคนคงยอมรับในความจริงที่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา และเรามีความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละประมาณ 56% และถึงแม้เราจะพยายามลดการใช้ไฟฟ้าหรือรณรงค์ให้มีการประหยัดไฟอย่างไรก็ตาม (Demand Side ManagementDSM) ความต้องการไฟฟ้าก็ยังคงต้องเพิ่มสูงขึ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 5% อยู่ดี ดังนั้น ประเทศไทยต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่ม จะซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ เพราะเป็นการเอาความมั่นคงด้านพลังงานไปฝากไว้กับประเทศเพื่อนบ้านมากกว่า 50%
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอนว่าประเทศไทยต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพราะเราคงไม่สามารถไปซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านได้ทั้งหมด (ในส่วนที่จะต้องใช้เพิ่มขึ้นนับจากนี้ไปอีกประมาณ 30,00040,000 MW/วัน) เพราะจะเป็นการเอาความมั่นคงด้านพลังงานไปฝากไว้กับประเทศเพื่อนบ้านสูงถึงมากกว่า 50% ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงอย่างสูง
ปัญหาที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบันคือ ถ้าจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ควรจะใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิง ทางด้านกระทรวงพลังงาน นักธุรกิจและนักวิชาการสายพลังงาน มีความเห็นว่าควรเป็นถ่านหิน เพราะเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงออกไป จากปัจจุบันที่เราใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงมากถึง 68% นอกจากนั้นการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินยังมีราคาถูกและด้วยเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด (อย่างที่ไปเห็นมาที่ญี่ปุ่น) ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องมลภาวะอีกต่อไป
แต่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยภาคประชาสังคม NGO นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและนักวิชาการสายพลังงานทดแทน ก็มีความเห็นสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขึ้นมาทดแทนโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล โดยให้เหตุผลว่าเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและไม่มีผลกระทบต่อชุมชน จริงๆ แล้วประเด็นนี้ไม่น่าจะเป็นประเด็นข้อขัดแย้งหลัก เพราะเราสามารถประสานแนวความคิดทั้งสองเข้าด้วยกันได้ โดยเลือกเดินทั้งสองแนวทาง คือ สร้างทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไปด้วยกัน เพราะเราไม่สามารถพึ่งพาอย่างใดอย่างหนึ่งได้โดยลำพัง
ปัญหาความขัดแย้งหลักที่ทำให้การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบันเดินหน้าต่อไปไม่ได้ คือจะสร้างที่ไหนมากกว่า เพราะจากการสำรวจความเห็นของประชาชน ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แต่พอถามว่าจะให้สร้างที่ไหน ส่วนใหญ่ก็จะตอบว่าให้ไปสร้างที่อื่น อย่ามาสร้างใกล้บ้านตัวเอง ซึ่งเราเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า ปรากฏการณ์ NIMBY (Not In My Back Yard)
ดังนั้น ถ้าเราจะตีฝ่าข้ามความรู้สึกลึกๆ แบบนี้ไปให้ได้ ผมว่ากระทรวงพลังงานและ กฟผ.ต้องทำงานหนักมากกว่านี้ครับ
การพาสื่อมวลชน ผู้นำชุมชน NGO นักวิชาการ และผู้ที่คัดค้านโรงไฟฟ้าไปดูของจริงให้เห็นกับตาก็เป็นยุทธวิธีหนึ่ง แต่ก็ยังสร้างความมั่นใจไม่ได้ 100% ว่า ถึงเวลาทำจริงจะทำอย่างที่เขาไปเห็นมาหรือไม่ ดังนั้นการสื่อสารให้ถึงตัวบุคคลที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างโรงไฟฟ้าจริงๆ และสร้างความมั่นใจและความไว้วางใจให้กับเขาเหล่านั้นว่าเขาจะมีส่วนในการรับรู้และการตัดสินใจในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในชุมชนของเขาอย่างแท้จริง
ข้อสำคัญ กระทรวงพลังงานและ กกพ. ในฐานะองค์กรที่กำหนดนโยบายและกำกับดูแลจะปล่อยให้ กฟผ. ไปเผชิญหน้ากับประชาชนแต่เพียงลำพังไม่ได้ แต่จะต้องร่วมกับ กฟผ. ลงไปทำความเข้าใจกับประชาชน และในท้ายที่สุด ต้องลงนามในสัญญาประชาคมกับชุมชนในท้องถิ่นเพื่อรับรองสิทธิของประชาชนในการที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะจากโรงไฟฟ้า และการจะได้รับผลตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ จากการเสียสละให้มีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับชุมชน
ซึ่งถ้าทำได้อย่างนี้ ผมเชื่อว่ากระแสการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินน่าจะลดน้อยลง และถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดแห่งแรกเกิดขึ้นได้จริงในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาที่อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนได้ ก็จะทำให้การแก้ไขปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานของเราเดินไปข้างหน้าได้
แทนที่จะย่ำอยู่กับที่จนมีแนวโน้มจะถอยหลังเมื่อเทียบกับพัฒนาการของประเทศเพื่อนบ้านของเราครับ !!!







