
ปรับทีมเศรษฐกิจ กิตติรัตน์...โดนลูกหลง
พิษขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวปีแรกที่โปร่งถึง 2.6 แสนล้านบาท ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนขนานใหญ่กับรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
พิษขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวปีแรกที่โปร่งถึง 2.6 แสนล้านบาท ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนขนานใหญ่กับรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากที่สุดนับแต่บริหารประเทศมากว่า 2 ปี
แม้ว่ารัฐบาลจะออกมายืนยันว่าขาดทุนไม่ถึง 2.6 แสนล้านบาท แต่ไม่นำตัวเลขขาดทุนแท้จริงมาหักล้าง ก็ยิ่งทำให้สังคมปักใจเชื่อว่ารัฐบาลพยายามซุกตัวเลขขาดทุนจำนำข้าวหลายแสนล้านบาทไว้เพื่อมิให้ภัยเข้าตัว
ยิ่งการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มี บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และเรียกคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวที่มี สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มายันตัวเลขขาดทุน และปรากฏว่ามีผลต่างกับกระทรวงพาณิชย์กว่า 1 แสนล้านบาท ยิ่งทำให้รัฐบาลถูกมองว่าพยายามเสกตัวเลขขาดทุนจำนำข้าวต่ำกว่าเป็นจริง
ประเด็นนี้ทำให้รัฐบาลเสียเครดิตอย่างมาก คือ การใช้ฐานราคาคิดมูลค่าข้าวคงเหลือ ที่กระทรวงการคลังใช้ราคาซื้อขายจริงทำให้รัฐบาลขาดทุนบักโกรก แต่กระทรวงพาณิชย์กลับใช้ราคาต้นทุน
ที่รับจำนำ ทำให้ตัวเลขขาดทุนถูกหมกไม่โผล่ขึ้นมาให้เห็น ทั้งที่ราคารับจำนำต่ำกว่าราคาตลาดเกือบเท่าตัว ยิ่งสร้างปัญหามากขึ้น เพราะรัฐบาลยิ่งซุกมากเท่าไหร่ยิ่งโผล่
มากขึ้นเท่านั้น หรือยิ่งกลบยิ่งไม่มีมาตรฐาน
พิษจำนำข้าวจึงกลายเป็นช้างตายปิดกลิ่นเน่าไม่อยู่ ทำให้รัฐบาลต้องดิ้นหนีตายโดยการปรับกระบวนทัพของรัฐบาลใหม่
ส่งผลให้ในช่วงที่รัฐบาลจนมุมเรื่องขาดทุนจำนำข้าวมโหฬาร ก็มีข่าวเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีมาโดยตลอด
หลายสายตาจับจ้องไปที่ บุญทรง รมว.พาณิชย์ จะเป็นเบอร์หนึ่งที่ถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเป็นแพะรับบาปโครงการจำนำข้าวเจ๊งบักโกรก
แต่เชื่อหรือไม่ เป้าหมายทางการเมืองในพรรคเพื่อไทยนั้น เก้าอี้ของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ก็เป็นเป้าหมายหลักที่จะต้องถูกปรับออกจาก ครม.เช่นกัน
กิตติรัตน์ เคยเป็นเป้าใหญ่ถูกปรับออกจาก ครม.ครั้งที่ผ่านมา จากพิษไวท์ลายเรื่องตัวเลขการส่งออก จนทำให้รัฐบาลเสียเครดิตไปทั้งคณะ
นอกจากนี้ การบริหารงานด้านเศรษฐกิจไม่เป็นรูปร่าง ไม่สามารถผลักดันนโยบายออกมาได้เป็นเนื้อเป็นหนัง ทำให้ถูกขึ้นป้ายปรับออกจาก ครม.
แต่ด้วยความใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี และความพยายามสร้างวาทกรรมทางการเมือง ถ้ามี ยิ่งลักษณ์ ต้องมี กิตติรัตน์ ทำให้รอดจากการถูกปรับ ครม.มาได้
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ผ่านมา กิตติรัตน์ ก็ยังไม่สามารถทำคะแนนตีตื้นนายใหญ่ได้มากขึ้นแม้แต่น้อย อีกทั้งไม่สามารถประสานฝ่ายการเมืองได้ แม้ว่า ยิ่งลักษณ์ จะดันให้ไปนั่งเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้มีบทบาทกำหนดนโยบายทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ
ยิ่งแย่ไปกว่านั้น กิตติรัตน์ ยังถูกลดบทบาทการบริหารเศรษฐกิจแทบจะไม่มีเหลืองานที่สำคัญ ทั้งๆ ที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล
ในฐานะที่เป็น รมว.คลัง แต่ไม่ได้กำกับดูแลกรมภาษีทั้ง 3 กรม คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ที่เป็นหัวใจสำคัญในการหารายได้ให้ประเทศ โดยงานทั้งหมดตกอยู่ในมือของ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ที่เป็นคนสายตรงเจ๊ ด.
ตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากหญ้าและจำนำข้าว ก็ยังโอนงานให้ ทนุศักดิ์ เป็นประธานแทน
ยิ่งไปกว่านั้น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ หรือการแต่งตั้งผู้บริหารแบงก์รัฐ กิตติรัตน์ ก็แทบไม่มีบทบาท เพราะเกือบทั้งหมดสั่งตรงมาจากฝ่ายการเมือง กิตติรัตน์ แค่ประทับตรารับรองเท่านั้น
แม้แต่การออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ คนที่รัฐบาลมอบให้เป็นเจ้าภาพใหญ่ในการจัดการกลับเป็น ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม คนที่เป็นผู้ใช้เงิน แทนที่จะเป็น กิตติรัตน์ ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการออกกฎหมายและรักษาการตาม พ.ร.บ.กู้เงิน
โปรเจกต์ทวายในพม่าที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญในการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ก็ไม่ใช่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่เป็นผู้ดูแล รัฐบาลกลับมอบหมายให้ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหัวเรือใหญ่ดำเนินการทั้งหมด
แม้แต่โครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินกู้ไปแล้วกว่า 6.6 แสนล้านบาท อำนาจบริหารจัดการโครงการทั้งหมดก็ยังตกอยู่ในมือของกระทรวงพาณิชย์ มี บุญทรง เป็นผู้กำกับดูแล เมื่อมีปัญหาในเรื่องการใช้เงินจนสังคมไม่เชื่อถือ รัฐบาลกลับมอบหมายให้ วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชี้แจงตัวเลขโครงการรับจำนำทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ทั้งๆ ที่ วราเทพ ไม่ได้เป็นผู้ดูแลรัฐผิดชอบหรือเกี่ยวข้องกับการใช้เงินในโครงการรับจำนำแม้แต่น้อย
ยิ่งเมื่อเจอมรสุมจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ จน กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ล่ารายชื่อ สส. พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 131 คน เข้ายื่นต่อ นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เพื่อขอถอดถอน กิตติรัตน์ ออกจากตำแหน่ง รมว.คลัง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ฐานจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นการจงใจใช้อำนาจขัดต่อ พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) พ.ศ. 2554 และเข้าข่ายการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
รัฐมนตรีคนไหนเจอการขอให้รัฐสภาลงมติถอดถอน ย่อมแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากล หรือไม่รัฐมนตรีผู้นั้นต้องกระทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง
กรณีนี้ก็ถือว่าหนักเอาการ เนื่องจาก กิตติรัตน์ อยู่ในฐานะ รมว.คลัง ผู้รักษาการตามกฎหมาย เห็นว่า พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ เป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่นโยบายของพรรคเพื่อไทย จึงมิได้เร่งรัดการเปิดรับสมัครสมาชิก กอช. มิได้เร่งรัดการจัดสรรเงินให้แก่กองทุนการออมฯ ให้ครบจำนวน 1,000 ล้านบาท จากที่มีการอนุมัติก้อนแรกไปแล้ว 225 ล้านบาท เพื่อเตรียมเรื่องคนและสถานที่
ขณะเดียวกันก็มิได้เร่งรัดพิจารณาให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งเลขาธิการ กอช. แม้จะมีการเลือกคนไว้แล้ว แต่ กิตติรัตน์ ก็ยังไม่ยอมลงนามแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา จนเวลาล่วงเลยมากว่า 2 ปี สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติและประชาชนที่เป็นแรงงานนอกระบบ และผู้มีอาชีพอิสระกว่า 24 ล้านคน
ตามบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.กองทุนการออมฯ กำหนดให้ภายใน 1 ปีแรกที่เปิดรับสมาชิก คือ ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. 2556 จะเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญใดๆ สามารถออมต่อได้อีก 10 ปี เพื่อให้มีสิทธิขอรับบำนาญได้ตอนอายุครบ 60 ปี
ผลกระทบที่เกิดจากการที่ กิตติรัตน์ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทำให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระและผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกกองทุน 12 ล้านคน ต้องเสียโอกาสในการสะสมเงินเข้ากองทุนนี้โดยปริยาย
พฤติกรรมเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลเพียงพอให้ฝ่ายค้านยื่นเรื่องถอดถอน กิตติรัตน์ ออกจากตำแหน่ง รมว.คลัง
เพราะไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือประชาชน หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายย่อมมีความผิดเหมือนกันทั้งนั้น
ขนาดประชาชนทำผิดยังต้องรับโทษตามกฎหมาย และยิ่งเป็นรัฐมนตรีที่เป็นผู้บริหารประเทศ ยิ่งควรต้องเคารพกฎหมายและเคารพต่ออำนาจนิติบัญญัติ
ผู้ที่เป็นรัฐมนตรีและเป็นผู้ที่มีอำนาจรักษาการตามกฎหมาย จะอธิบายว่าไม่เห็นด้วยกับกฎหมายแล้วไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมาย ย่อมกระทำไม่ได้
ถ้ารัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่ตราขึ้นมาและให้มีผลบังคับใช้ รัฐมนตรีผู้นั้นก็ต้องเสนอเรื่องต่อรัฐสภา เพื่อแก้ไขกฎหมายในประเด็นที่ไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมาย
แม้ว่า กิตติรัตน์ จะมีความสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรี แต่การปรับ ครม.เที่ยวนี้ นายกรัฐมนตรีคงจะเหนื่อยที่จะอุ้มให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป โดยเฉพาะตำแหน่ง รมว.คลัง อย่างเก่งก็โยกไปนั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพียงตำแหน่งเดียว
ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นที่โจษจันกันในกระทรวงการคลังว่า ผู้ใหญ่ในต่างแดนได้ทาบทามนักการคลังรายหนึ่งมานั่งใน ครม.ชุดใหม่แล้ว
หากคลาดแคล้วจากนี้ คงต้องดึงมวยหลัก วราเทพ มานั่งเป็นขุนคลังแทน
นอกจากนี้ การที่ กิตติรัตน์ ออกมายืนยันว่าจะยเพราะการส่ง วราเทพ มานั่งนอกจากจะประสานกับการเมืองได้แล้ว ยังเป็นไม้เป็นมือของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบาย ลด แลก แจก แถม ให้เต็มสูบกว่าที่ผ่านมา เพราะที่เห็นชัดตอนนี้ นอกจากเข้ามาคุมดูแลโครงการรับจำนำข้าวแล้ว วราเทพ ยังเป็นรองประธานกรรมาธิการในการผลักดัน พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และปัจจุบันก็นั่งหัวโต๊ะแทน กิตติรัตน์ ที่เป็นประธานตามตำแหน่งแทบทุกนัด
แถมผลงานที่ผ่านมาก็ประกันได้ว่า การเดินหน้าเรื่องสำคัญของรัฐบาลไม่สะดุด
การปรับทัพรัฐมนตรีเศรษฐกิจและ กิตติรัตน์ ออกจากตำแหน่ง ไม่เพียงเป็นการแก้หน้าในการบริหารเศรษฐกิจล้มเหลว
ยังเป็นการปรับทัพกระชับวงล้อมเศรษฐกิจกันรอบใหม่ ต่ออายุรัฐบาลให้บริหารประเทศต่อไปได้อีกระยะหนึ่งด้วย







