posttoday
พลิกโฉมโมเดลศก.เอเชียมุ่งสู่ตลาดบริโภคระดับโลก

พลิกโฉมโมเดลศก.เอเชียมุ่งสู่ตลาดบริโภคระดับโลก

10 มิถุนายน 2556

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าขณะนี้หลายประเทศในเอเชียต่างกำลังจับจ้องความเคลื่อนไหวของกระแสการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าขณะนี้หลายประเทศในเอเชียต่างกำลังจับจ้องความเคลื่อนไหวของกระแสการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจยุติการใช้มาตรการอัดฉีดทางการเงิน (คิวอี) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐลงในอนาคต เพราะหากเกิดขึ้นจริงในเร็ววันนี้ก็ย่อมจะส่งผลให้เกิดภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ เนื่องจากต้องรับมือกับปัญหาเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว และฟองสบู่ในภาคสินทรัพย์ต่างๆ ในหลายประเทศของเอเชียก็อาจแตกได้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่จะมาดับฝันการผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีใครรู้ว่าเฟดจะเลิกใช้มาตรการคิวอีเมื่อไร และเอเชียจะรับมือกับภาวะช็อกทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้วในเอเชียซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนโฉมหน้าทางเศรษฐกิจของทวีปนี้ไปตลอดกาลก็คือ การที่หลายประเทศได้หันมาปรับเปลี่ยนโมเดลทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่หวังพึ่งพิงแต่การส่งออกและการเป็นฐานการผลิตให้ต่างชาติเป็นตัวนำ ไปสู่การสร้างฐานตลาดการบริโภคที่มีขนาดใหญ่ และเพิ่มกำลังซื้อจากภายในขึ้นเองแล้วหลายแห่ง

สังเกตได้จากการที่รัฐบาลและผู้ประกอบการในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม หันมาปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้สูงขึ้น เพื่อผลักดันให้คนมีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้มีมากขึ้น ขณะเดียวกันก็หันมาปรับปรุงสวัสดิการต่างๆ เพื่อสนับสนุนและผลักดันคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น

เพราะบรรดาประเทศต่างๆ ในเอเชียตระหนักแล้วว่าการพึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว และคอยทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตราคาถูกมากเกินไปไม่ใช่แนวทางการเติบโตที่ยั่งยืนอีกแล้ว โดยเห็นได้จากบทเรียนจากภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างรุนแรงในเอเชีย ช่วงหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจบางประเทศถึงกับเข้าสู่ภาวะหดตัว เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เนื่องจากพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป ขณะที่ประเทศที่มีตลาดการบริโภคภายในที่แข็งแกร่งอย่างอินโดนีเซียกลับได้รับผลกระทบน้อยกว่า

นอกจากนี้ ในกลุ่มประเทศที่เคยอาศัยความได้เปรียบจากการมีทรัพยากรแรงงานราคาถูกเพื่อดึงดูดบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกให้เข้ามาตั้งฐานการผลิต เช่น บังกลาเทศ กัมพูชา รวมไปถึงจีน ก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากกระแสสังคมทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก ในการที่ต้องหันมาปรับปรุงสวัสดิการ ค่าแรง และต้องคำนึงถึงด้านสิทธิมนุษยชนให้มากขึ้น หลังจากที่เกิดเหตุอาคารผลิตเสื้อผ้าในบังกลาเทศถล่มจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 500 ศพ ขณะที่กัมพูชาก็เพิ่งเกิดเหตุการณ์โรงงานรองเท้าถล่มจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ภาพพจน์ของเอเชียจากยุคค่าแรงถูก และฐานการผลิตต้นทุนต่ำในเอเชีย กำลังจะก้าวไปสู่การเป็นตลาดการบริโภคสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้กำลังกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ได้หันมาเพิ่มและขยายการลงทุนเปิดกิจการในเอเชียมากขึ้น เนื่องจากธุรกิจยักษ์ใหญ่ไม่ได้หวังจะมาตักตวงเฉพาะข้อได้เปรียบเรื่องค่าแรงแล้ว แต่จะหันมาหวังเข้าไปตักตวงการขยายตัวของชนชั้นกลางในเอเชีย โดยเฉพาะในจีนกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะมีมากขึ้นในอนาคต

ข้อมูลจากเอินส์ทแอนด์ยัง ระบุว่า ในปี 2030 จำนวนชนชั้นกลาง (ผู้ที่มีรายได้ต่อวันเฉลี่ยอยู่ที่ 10-100 เหรียญสหรัฐต่อวัน) ในเอเชีย จะขยายตัวขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 525 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีนและอินเดียที่มีการขยายตัวของจำนวนชนชั้นกลางที่รวดเร็วมาก สวนทางกับจำนวนชนชั้นกลางในยุโรปที่จะลดลงเรื่อยๆ ขณะที่แมคคินซีย์ระบุว่าจำนวนชนชั้นกลาง (มีรายได้อย่างน้อย 3,000 เหรียญสหรัฐต่อปี) ในอาเซียน ในปี 2015 จะขยายตัวขึ้นไปอยู่ที่ 145 ล้านคน จากปี 2010 ที่เพียงแค่ 95 ล้านคน

นอกเหนือจากประเด็นข้างต้นแล้ว ในปัจจุบันรัฐบาลหลายประเทศก็หันมาปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายเพื่อให้หันมาสอดรับกับการสร้างฐานการบริโภคในภูมิภาคให้แข็งแกร่งด้วย เช่น แผนการกระจายความเจริญออกไปสู่พื้นที่อื่นๆ มากขึ้นจากเดิมที่ความเจริญถูกกระจุกตัวอยู่ในเฉพาะเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว

ดังจะเห็นได้ว่าแผนการลักษณะนี้กำลังมีขึ้นในหลายประเทศ เช่น จีน ที่นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ได้เตรียมจะผลักดันแผนการขยายและพัฒนาชุมชนเมืองขนาดใหญ่ หรือ เออเบิร์นไนเซชัน ออกมาในเร็วๆ นี้ เพื่อหวังกระจายความเจริญออกไปสู่เมืองต่างๆ ในพื้นที่ชนบทมากขึ้น

ขณะเดียวกับที่ ไทย ล่าสุดก็ออกแผนการสร้างรถไฟความเร็วสูงออกไปยังพื้นที่หัวเมืองใหญ่ของประเทศแล้ว เพื่อหวังจะกระจายความเจริญออกสู่ต่างจังหวัด อีกทั้งก็ยังหวังว่าในอนาคตจะเชื่อมเข้าสู่เพื่อนบ้านและจีนตอนใต้อีกด้วย

นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคก็เริ่มหันมามองกรอบความร่วมมือและการพัฒนาในการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคมากขึ้นจากเดิมที่มองการพัฒนาเฉพาะในประเทศตนเองอย่างเดียว โดยเห็นได้จากการที่ผู้นำหลายชาติในอาเซียนเริ่มหันมามองการพัฒนาและโครงการต่างๆ ในกรอบความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ร่วมกันมากขึ้น โดยล่าสุดนายกรัฐมนตรี มันโมฮัน ซิงห์ ของอินเดีย ระบุว่าต้องการจะเชื่อมโยงประเทศตนเองเข้ากับอาเซียนโดยผ่านเส้นทางทางบกจากพม่าไปสู่ไทยและอาเซียนในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้หลายประเทศในเอเชียมีแนวโน้มการเติบโตและรากฐานที่แข็งแกร่งมากขึ้นตามไปด้วย เพราะการพัฒนาได้ถูกทำให้สอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะกลายเป็นสิ่งที่ช่วยเกื้อกูลการพัฒนาและการค้าระหว่างกันให้เพิ่มสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวจากปัจจุบัน

ประเด็นสุดท้ายที่จะมองข้ามไปไม่ได้ก็คือ การที่หลายประเทศกล้าที่จะหันมายอมรับและแก้ไขเพื่อปิดจุดบอดของตนเอง ที่เป็นตัวการสำคัญฉุดรั้งศักยภาพการแข่งขันของตนเองมานานในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ที่หันมาปรับแก้กฎระเบียบการลงทุน การจ้างงานให้ยืดหยุ่น และเปิดรับการแข่งขันมากขึ้น ขณะที่เกาหลีใต้ก็หันมาผลักดันการสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้มากขึ้น หลังจากที่เศรษฐกิจของประเทศถูกครอบงำด้วยบริษัทขนาดใหญ่ (แชโบ) มานาน ซึ่งปัจจุบันยอดขายของ 30 บริษัทแชโบขนาดใหญ่คิดเป็น 82% ของจีดีพีทั้งประเทศได้กลายเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศลดลง

ส่วน มาเลเซีย ก็เริ่มที่จะออกมาส่งสัญญาณแล้วว่าอาจมีการปรับลดการให้โควตาและสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสวัสดิการสังคมแก่คนเชื้อสายมลายู (ภูมิบุตร) ลง เนื่องจากเห็นแล้วว่าเป็นตัวการสำคัญในการฉุดรั้งศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของดินแดนเสือเหลือง อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่า

ขณะที่ อินโดนีเซีย ก็เริ่มมีการพิจารณาลดการใช้นโยบายการอุดหนุนราคาน้ำมันลง เนื่องจากตระหนักแล้วเช่นกันว่านโยบายอุดหนุนพลังงานเพื่อช่วยลดรายจ่ายประชาชนนั้นได้นำไปสู่การใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย และงบประมาณจำนวนมากก็ถูกเผาผลาญไปอย่างไร้ประโยชน์ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเงินจำนวนดังกล่าวสามารถนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือโครงการอื่นๆ ที่ให้ประโยชน์ระยะยาวกับประเทศได้มากกว่า

ด้วยเหตุนี้ ในอนาคตสมรภูมิเศรษฐกิจในเอเชียจึงเป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่หลายประเทศพร้อมใจกันหันมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการพึ่งพาการเติบโตมาสู่ตลาดภายในมากขึ้น พร้อมกับยังได้หันมาแก้ไขช่องโหว่ต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของตนเองในอนาคต

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา