posttoday
"ไทย-เมียนมาร์"เจ้าภาพ"ทวาย"ลุ้นความหวังใหม่แห่งเอเชีย

"ไทย-เมียนมาร์"เจ้าภาพ"ทวาย"ลุ้นความหวังใหม่แห่งเอเชีย

07 มิถุนายน 2556

การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจทวายให้เป็นท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมครบวงจรขนาดใหญ่ มูลค่าประมาณ 3 แสนล้านบาท ที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD ได้รับสิทธิในรูปแบบสัญญา (Framework of Agreement) จากรัฐบาลสหภาพเมียนมาร์ มาตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. 2553 เป็นอภิมหาโปรเจกต์สำคัญที่กำลังถูกจับตาไม่น้อย แต่หลังจากการลงนามในสัญญาผ่านไปกว่า 2 ปี “โครงการทวาย” กลับสะดุดหยุดอยู่กับที่ ไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนกระทั่งรัฐบาลของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องออกแรงช่วยภาคเอกชนผลักดันโครงการให้เดินหน้าต่อ

การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจทวายให้เป็นท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมครบวงจรขนาดใหญ่ มูลค่าประมาณ 3 แสนล้านบาท ที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD ได้รับสิทธิในรูปแบบสัญญา (Framework of Agreement) จากรัฐบาลสหภาพเมียนมาร์ มาตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. 2553 เป็นอภิมหาโปรเจกต์สำคัญที่กำลังถูกจับตาไม่น้อย แต่หลังจากการลงนามในสัญญาผ่านไปกว่า 2 ปี “โครงการทวาย” กลับสะดุดหยุดอยู่กับที่ ไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนกระทั่งรัฐบาลของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องออกแรงช่วยภาคเอกชนผลักดันโครงการให้เดินหน้าต่อ

ย้อนไปก่อนหน้านี้ การที่ ITD เข้าเสนอพัฒนาโครงการนี้ต่อรัฐบาลเมียนมาร์ในช่วงที่เมียนมาร์ยังถูกปิดล้อมทางเศรษฐกิจจากกลุ่มประเทศตะวันตกซึ่งมีญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย และก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะเริ่มผ่อนคลายการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในเดือน เม.ย. 2555 ฉะนั้นจึงต้องให้เครดิต ITD เพราะถือว่ามีวิสัยทัศน์และกล้าหาญในการเสนอตัวเข้าพัฒนาโครงการระดับโลก ที่มีพื้นที่โครงการกว่า 200 ตารางกิโลเมตร ก่อนประเทศอื่นๆ แต่เนื่องด้วยเป็นโครงการระดับเมกะโปรเจกต์ที่ต้องใช้เงินทุนสูงมาก จึงทำให้การขับเคลื่อนโครงการโดยบริษัทเอกชนเพียงลำพัง ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้

ปีที่แล้วรัฐบาลไทยได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2555 ว่าด้วยการขยายความร่วมมือในการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดกรอบความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐอย่างเป็นทางการ และมีโครงสร้างการทำงานโดยแต่งตั้งคณะกรรมการระดับนโยบายและระดับปฏิบัติร่วมฝ่ายไทยเมียนมาร์ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเจ้าภาพจาก ITD มาเป็นรัฐบาลไทยเมียนมาร์แทน

พัฒนาการจากบัดนั้นมาถึงบัดนี้ รัฐบาลไทยเมียนมาร์ เสนอให้จัดตั้ง “นิติบุคคลพิเศษ” หรือ SPV เป็นลักษณะ Holding Company รวมทั้งตั้ง “นิติบุคคลย่อย” SPC มาดูแลการลงทุนเฉพาะด้าน ซึ่งก็หมายความว่ารัฐบาลไทยเมียนมาร์ จะรับช่วงการบริหารจัดการโครงการต่อจากบริษัทเอกชน

โดยโครงสร้างใหม่นี้ คาดว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ ในเดือน มิ.ย.นี้

ผมมองว่าการเปลี่ยนเจ้าภาพของโครงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นจากภาคเอกชนหรือภาครัฐ ก็ไม่น่าจะมีผลเสียใดๆ กับประเทศไทยและเมียนมาร์ เพราะการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจทวายนี้ เป้าหมายหลักคือการพัฒนาโครงการให้สำเร็จมากกว่า และความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งการจัดหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ กฎหมายของประเทศที่เอื้อต่อการลงทุน การเมืองภายในเมียนมาร์นิ่ง ชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ไม่ขัดขวาง รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากประชาชนชาวเมียนมาร์

ถึงแม้จะดูเหมือนว่าเป็นเรื่องยากหากต้องทำทั้งหมดนี้ แต่เชื่อว่าน่าจะอยู่ในวิสัยที่ระดับรัฐบาล 2 ฝ่ายจะดำเนินการได้

โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายนี้ มีความสำคัญมากต่อประเทศไทยเมียนมาร์ แม้จะมีมุมมองจากหลายฝ่ายที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ตาม

สำหรับไทยน่าจะเป็นโอกาสทำให้เราสามารถขยายการค้าการลงทุนไปต่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นอกจากนั้น ความสัมพันธ์ไทยเมียนมาร์ ก็จะยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อว่าไทยก็อยากเห็นเมียนมาร์มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีขึ้นด้วย

ในส่วนของเมียนมาร์เอง ในฐานะเจ้าของพื้นที่ เจ้าของที่ดิน และผู้รักษากฎหมาย กฎเกณฑ์การลงทุนจากต่างประเทศ ก็ต้องการให้ชาวโลกเห็นว่ามีความพร้อมเพียงพอที่จะรับการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม ชาวเมียนมาร์จะมีงานทำมากขึ้น และที่สำคัญในวันเวลาที่เมียนมาร์จะเข้าร่วมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่จะเริ่มในปี 2558 ก็จะเป็นประเทศที่โดดเด่นมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับญี่ปุ่นที่ได้รับการเชื้อเชิญจากรัฐบาลไทยให้เข้าร่วมลงทุนในโครงการทวายนี้ ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว เพราะญี่ปุ่นมีความพร้อมในการลงทุนในต่างประเทศมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก เพียงแต่ในวันนี้ดูเหมือนญี่ปุ่นยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะนำเม็ดเงินมาลงทุนในโครงการ คงเป็นเพราะโดยธรรมชาติของญี่ปุ่นจะมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ และอยากเห็นความชัดเจนของโครงการมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ญี่ปุ่นจึงเข้าไปทดสอบลงทุนโดยตรงในโครงการขนาดเล็กกว่า ที่เรียกว่า “นิคมอุตสาหกรรมติลาวา” (Thilawa) ซึ่งมีขนาดพื้นที่โครงการประมาณ 1.5 หมื่นไร่ เล็กกว่าโครงการที่ทวายเกือบ 10 เท่าตัว ก่อนที่จะคิดขยายการลงทุนเพิ่มเติมในพื้นที่อื่นๆ ในเมียนมาร์

เมื่อติดตามความเคลื่อนไหวของผู้นำญี่ปุ่น ก็เห็นได้จากท่าทีของนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรี ที่ไปเยือนเมียนมาร์อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 2426 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกับเสนอโครงการช่วยเหลือทางการเงิน และรวมทั้งยกหนี้เก่าให้เมียนมาร์ทั้งหมด ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ญี่ปุ่นไม่เคยมีระดับผู้นำประเทศไปเยือนเมียนมาร์มาถึง 36 ปี และชี้ให้เห็นสัญญาณว่าญี่ปุ่นได้เปลี่ยนความคิดไปแล้ว โดยมองเมียนมาร์เป็นแหล่งลงทุนใหม่ของญี่ปุ่นอย่างแน่นอน และสำหรับโครงการทวายซึ่งมีที่ตั้งอยู่ติดประเทศไทยมากที่สุด ก็น่าจะเป็นจุดเชื่อมโยงการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยเมียนมาร์ และโลกต่อไปได้

จากนี้ไปเราคงต้องติดตามการดำเนินงานในโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายของเจ้าภาพใหม่ ที่เปลี่ยนจากบริษัทเอกชนมาเป็นรัฐบาลไทยเมียนมาร์ ว่าจะมีความสามารถผลักดันให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญเรื่องการจัดหาแหล่งเงินทุนก้อนโตเข้ามาพัฒนาโครงการตามแผนการลงทุนรวมประมาณ 8,900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ที่จะครอบคลุมทั้งท่าเรือน้ำลึก ถนน ทางรถไฟ นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า ระบบการสื่อสารและสาธารณูปโภคจำเป็นอีกหลายรายการ

คงต้องให้กำลังใจทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาร์ ที่จะร่วมกันพัฒนาเมกะโปรเจกต์ทวายนี้ให้สำเร็จในเร็ววัน เพราะหากปล่อยให้เนิ่นนานไปกว่านี้ ก็ยิ่งจะทำให้ต้นทุนพัฒนาโครงการขยับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนไม่คุ้มค่า

ในมุมมองของผมเห็นว่า นอกจากแหล่งเงินทุนจะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับโครงการนี้ แต่ทั้งฝ่ายไทยและเมียนมาร์ก็ต้องเริ่มต้นด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ ปราศจากข้อสงสัยและความระแวงใดๆ ต่อกันเสียก่อน เมื่อนั้นทุกอย่างก็จะตามมาเอง แม้กระทั่งญี่ปุ่นหรือนักลงทุนจากประเทศอื่นๆ ก็พร้อมจะโดดเข้ามาร่วมวงลงทุนในโครงการนี้ด้วย

เวลานี้เมียนมาร์กำลังจะเป็นอีกหนึ่งความหวังของอาเซียน เพราะเมื่อเมียนมาร์เป็นประชาธิปไตยและมีเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น ก็ย่อมจะมีส่วนทำให้ภูมิภาคอาเซียนเติบโตไปอีกยาวไกล และไทยเองก็อยากมีส่วนทำให้ความหวังนี้เป็นความจริงขึ้นมาได้ ฉะนั้นจึงเป็นความท้าทายของ 2 ชาติเจ้าภาพใหม่ ที่ได้เข้ามารับภาระอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน