
เอเชียเสี่ยง "ช็อก" ทุนไหลออกเร่งปรับกฏคุม ก่อนเฟดยุติคิวอี
ปรับตัวร่วงระนาวอย่างต่อเนื่อง สำหรับตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์นี้ ในภูมิภาคเอเชียแปซิกฟิก ซึ่งรวมถึงแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ปรับตัวร่วงระนาวอย่างต่อเนื่อง สำหรับตลาดหุ้นในช่วงสัปดาห์นี้ ในภูมิภาคเอเชียแปซิกฟิก ซึ่งรวมถึงแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) หลังนักลงทุนต่างชาติแห่ขนเงินย้ายออกจากตลาดในภูมิภาค ด้วยเหตุผลแรกสุดจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มมีสัญญาณลดและเลิกการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ดัชนีฮั่งเส็ง ฮ่องกง เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง 1.1% มาอยู่ที่ 21,838.43 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี/เอเอสเอ็กซ์ 200 ของออสเตรเลียปรับลด 0.6% มาอยู่ที่ 4,805.80 จุด เพียงไม่กี่วันหลังจากที่เพิ่งจะทำสถิติต่ำสุดในรอบ 4 เดือนครึ่ง ส่วนดัชนีหลักของตลาดเซี่ยงไฮ้ร่วงลง 1.3% มาอยู่ที่ 2,346.80 จุด และเกณฑ์มาตรฐานของดัชนีตลาดหุ้นในสิงคโปร์ ไต้หวัน และไทยร่วงลงแล้วมากกว่า 1%
ขณะที่เมื่อพิจารณาทั้งภูมิภาคดัชนีเอ็มเอสซีไอของตลาดหุ้นในเอเชียแปซิฟิก ยกเว้น ญี่ปุ่น ปรับตัวลดลงไปแล้วถึง 0.9% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 6 เดือน และเพียงแค่ 1 วัน หลังจากที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากการปรับร่วงติดต่อกัน 4 วันก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อการอ่อนค่าของสกุลเงินต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยรายงานของมอร์แกน สแตนลีย์ เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ระบุว่า กองทุนเพื่อการลงทุนในต่างประเทศพากันขายหุ้นออกเกือบทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ไต้หวัน ไทย และฟิลิปปินส์ ภายหลังดัชนีชี้วัดถึงภาคอุตสาหกรรมการผลิตของจีนส่งสัญญาณเข้าสู่สภาวะหดตัว โดยนักลงทุนจากทั่วโลกดึงเงินประมาณ 224 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,000 ล้านบาท) ออกจากตลาดพันธบัตรในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในช่วงปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
ขณะนี้สกุลเงินวอนของเกาหลีใต้อ่อนค่าลง 2.5% มาอยู่ที่ระดับ 1,129.64 วอนต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ในเดือน พ.ค. เงินริงกิต มาเลเซียอ่อนค่าลง 1.7% มาอยู่ที่ 3.0952 ริงกิตต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เงินเหรียญไต้หวันอ่อนค่าลง 1.5% แตะระดับ 30.06 เหรียญไต้หวันต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียอ่อนค่าลง 0.7% แตะระดับ 9,795 รูเปียห์ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ข้างต้นจะทำให้เกิดกระแสความตื่นตระหนกในหมู่นักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดอาเซียน เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากปริมาณเงินทุนไหลเข้ามหาศาลจนทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวทำกำไรสร้างรายได้อย่างแข็งแกร่ง กระทั่งรัฐบาลของหลายประเทศต้องงัดมาตรการขึ้นมาเบรกกระแสทุนไหลเข้าเหล่านี้ เพื่อป้องกันการเกิดฟองสบู่และสภาวะเงินเฟ้อจากการซื้อขายที่ร้อนแรงเกินจำเป็น
แต่กระนั้นนักวิเคราะห์หลายสำนักและผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งกลับเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจแต่อย่างใด เหตุเพราะเป็นสภาพที่สามารถมองเห็นและคาดการณ์กันไว้ล่วงหน้าได้อยู่แล้ว นับตั้งแต่วันที่ข้อมูลตลาดทุนแสดงให้เห็นชัดเจนว่า มีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าทำกำไรจากความต่างของค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยของตลาดในภูมิภาค หลังจากที่เฟดประกาศใช้คิวอีด้วยการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลรายเดือนที่เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
หรือสรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เมื่อกระแสทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาภายในเอเชียเกิดจากปริมาณเงินมหาศาล ซึ่งไหลเข้าระบบด้วยนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางหลักๆ ของโลก เช่น เฟด จนเกิดเป็นทุนร้อนพร้อมแสวงหาผลกำไรเข้าตัว ดังนั้น การที่มีสัญญาณว่าจะยุติมาตรการคิวอี ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการแห่ขนเงินออกจากตลาด
ขณะเดียวกัน ยิ่งเมื่อบวกกับการที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัก โอบามา พยายามสรรหามาตรการเชิญชวนให้บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ของสหรัฐย้ายฐานการผลิตกลับสู่ประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ในปัจจุบันที่การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการผลิตในเอเชียมีแนวโน้มต้นทุน เช่น ค่าแรง สวัสดิการ และค่าขนส่ง ปรับแพงขึ้น ก็ยิ่งทำให้เงินลงทุนจากต่างชาติไหลออกจากภูมิภาคเอเชียได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
ทั้งนี้ จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเงินทุนไหลออกในเอเชียโดยบลูมเบิร์ก พบว่า แค่เฉพาะประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ดัชนีตลาดหุ้นของทั้ง 3 ชาติปรับตัวลดลงมากกว่า 3.5% ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ เบน เบอร์แนนคี ประธานเฟด กล่าวว่า คณะกรรมการกำกับนโยบายการเงินเฟดอาจจะพิจารณาลดแผนกระตุ้น ถ้าสถานการณ์การจ้างงานในตลาดแรงงานดีขึ้น
ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน บรรดาผู้จัดการกองทุนข้ามชาติได้ดึงเงินออกจากภูมิภาคอาเซียนทั้งหมดรวมกันแล้วมีมูลค่าสูงถึง 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.8 หมื่นล้านบาท) ซึ่งนับเป็นปริมาณเงินไหลออกที่มากที่สุดตั้งแต่เดือน ส.ค. ปี 2554
อลัน ริชาร์ดสัน ผู้จัดการกองทุนซัมซุง อาเซียน อีควิตี้ มูลค่า 149 ล้านเหรียญสหรัฐ ประจำเกาะฮ่องกง กล่าวว่า ถ้าเฟดลงมือลดปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรลง ทั่วโลกน่าจะได้เห็นสภาพตลาดทุนในอาเซียนที่อ่อนแรงลงมากกว่าเดิมอีกจากระดับในปัจจุบันที่ตลาดทุนผันผวนขึ้นลง เพราะนักลงทุนเพียงแค่หวั่นใจจากความไม่แน่นอนว่าเฟดจะยุติการใช้นโยบายคิวอีภายในปีนี้หรือไม่
กระนั้นนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่านักกลยุทธ์ในตลาดทุนต่างเห็นตรงกันว่าบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหมด ทั้งในละตินอเมริกา แอฟริกาใต้ และเอเชีย มีแนวโน้มจะเผชิญหน้ากับทุนไหลออกในปริมาณมากกว่าในปัจจุบัน เพราะมีความเป็นไปได้มากขึ้นว่าเฟดจะเลิกใช้คิวอี เห็นได้จากรายงานสมุดปกเบจของเฟดระบุไว้เศรษฐกิจสหรัฐค่อยๆ ฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ และต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากลัวและหวาดวิตกมากกว่าปัญหาตลาดทุนปรับตัวลดลงก็คือ ภาวะช็อกที่จะตามมาจากการแห่เทขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจนส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจจริงของประเทศนั้นๆ สะดุดหยุดชะงักได้โดยง่าย
เพราะต้องไม่ลืมว่า ตลาดทุนคือแหล่งเงินสำคัญสำหรับรวบรวมเงินทุน เพื่อให้บริษัทองค์กรสามารถขยับขยายกิจการเพิ่มการจ้างงาน และทำให้เศรษฐกิจจริงขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ เพราะผู้บริโภคมีรายได้มากพอเพื่อการจับจ่ายใช้สอย ดังนั้น หากปราศจากนักลงทุนควักเงินมาลงทุน บริษัทนั้นๆ ย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากชะลอแผนการเติบโตของตนเองลง ก่อนจะส่งผลกระทบเป็นทอดๆ จนถึงกระเป๋าของผู้บริโภคที่จะลดการใช้จ่ายของตนลงในที่สุด
เซบาสเตียน กาลีย์ นักกลยุทธ์อาวุโสด้านตลาดทุนและตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราจากโซซิเอเต เจนเนอรัล แสดงความเห็นผ่านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีว่า ตลาดทุนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังเผชิญหน้ากับการสูญเสียสภาพคล่อง หลังจากที่ตลาดเหล่านี้ตกอยู่ในอาการผันผวนอย่างหนัก และทำให้ตลาดการเงินขาดเสถียรภาพรุนแรง
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนภายในภูมิภาค ทั้งการไหลเข้าและการไหลออกของทุนต่างชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบร้ายแรง ทั้งจากปัญหาเงินเฟ้อของทุนแห่ไหลเข้า หรือปัญหาขาดสภาพคล่องจากทุนแห่ไหลออก แม้จะมีเสียงชื่นชมของนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งที่ระบุว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเอเชียยังคงแข็งแกร่งพอจะรับมือจากสภาวะช็อกของทุนไหลออกได้อย่างสบาย
ไนซิม ไอดริส หัวหน้านักกลยุทธ์จากแมคไควร์แบงก์ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือได้ในทุกสถานการณ์ย่อมเป็นประโยชน์มากกว่า โดยน่ายินดีว่าขณะนี้เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เพื่อป้องกันสภาวะช็อกจากทุนไหลออกมากขึ้น ตัวอย่างเช่น กรณีที่รัฐบาลบราซิลประกาศเลิกเก็บภาษีในตลาดพันธบัตรสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในแถบภูมิภาคเอเชียยังคงมีความเคลื่อนไหว เพื่อป้องกันสภาวะช็อกจากทุนไหลออกได้ไม่มากนัก ขณะที่ประเทศที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวก็เป็นไปอย่างเชื่องช้าจนน่าหวั่นใจว่าจะไม่ทันต่อสถานการณ์
กระทั่งทำให้นึกถึงคำเตือนของคริสทีน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่กล่าวอย่างชัดเจนเมื่อไม่นานมานี้ว่า ตราบใดที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย รวมถึงละตินอเมริกายังไม่มีการปฏิรูปปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั้งไหลเข้าและไหลออกให้มีความสมดุลได้ ตราบนั้น ตลาดทุนเหล่านั้นยังคงต้องประสบความเสี่ยงกับปัญหาในด้านเสถียรภาพทางการเงินและความยั่งยืนของการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป







