
สโลเวเนีย
ข่าวคราวเกี่ยวกับวิกฤตในยุโรปเงียบหายไปกว่า 2 เดือน อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าปัญหาของยุโรปคลี่คลายลงแล้ว โรคร้ายที่รุมเร้าได้รับการเยียวยาแก้ไขแล้ว
ข่าวคราวเกี่ยวกับวิกฤตในยุโรปเงียบหายไปกว่า 2 เดือน อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าปัญหาของยุโรปคลี่คลายลงแล้ว โรคร้ายที่รุมเร้าได้รับการเยียวยาแก้ไขแล้ว
แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ปัญหารอบต่อๆ ไปกำลังก่อตัวเหมือนคลื่นลมในมหาสมุทรที่อาจสงบลงในบางช่วง แต่อีกไม่นานก็จะมีระลอกใหม่ซัดกระหน่ำเข้ามา
พายุลูกต่อไปของยุโรปน่าจะเป็นสโลวีเนีย ประเทศเล็กๆ ในใจกลางของยุโรปที่มีธรรมชาติสวยงาม ตัวผมเองก็เคยมีโอกาสไปเที่ยวประเทศนี้เมื่อเกือบ 2 ปีมาแล้ว แต่ในขณะนั้นยังไม่มีเค้าลางว่าปัญหาในยูโรโซนที่เกิดกับกรีซ ไอร์แลนด์ สเปน และโปรตุเกส จะลุกลามมาถึงประเทศนี้
สโลวีเนียมีเนื้อที่ประมาณ 2 หมื่นตารางกิโลเมตร มีประชากรเพียงประมาณ 2 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ของยูโรโซน ได้รับเอกราชจากยูโกสลาเวียเมื่อ 22 ปีก่อน และเพิ่งเป็นสมาชิกของประชาคมยุโรปในปี ค.ศ. 2004 จากนั้นก็เป็นสมาชิกของยูโรโซนในปี ค.ศ. 2007
ไม่ใคร่มีใครคาดคิดว่าสโลวีเนียจะมีปัญหา เพราะเป็นประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออกที่หลุดออกมาจากระบอบคอมมิวนิสต์ในสภาพที่ดีที่สุด ตลอดจนมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด พึ่งพาอุตสาหกรรมส่งออกเป็นหลัก
ฐานะการคลังยังไม่เลวร้ายมาก หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับเพียงประมาณ 50% ของจีดีพี แต่วินัยการคลังได้เริ่มหย่อนยานลงมาเป็นลำดับ จนขาดดุลเกิน 3% ของจีดีพี ซึ่งเป็นเงื่อนไขข้อตกลงภายในยูโรโซน และปีนี้คาดว่าอาจจะขาดดุลถึง 7% หรือมากกว่า
ถึงจะเป็นประเทศที่ร่ำรวยกว่าเรามาก คือ รายได้ต่อหัวสูงกว่าเราประมาณ 5 เท่า แต่ระบบการเมืองและระบบข้าราชการประจำยังเต็มไปด้วยคอร์รัปชัน ผลโพลเมื่อไม่นานมานี้บอกว่า ประชาชนถึง 94% คิดว่าการให้สินบนเป็นเรื่องธรรมดาของธุรกิจ
ถ้ายังไม่คุ้นหูมากพอ ก็ขอเล่าให้ฟังต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นผู้หญิง เป็นมือใหม่หัดขับ ภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น ไปออกอากาศให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็นถึงแนวทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ คลิปคำให้สัมภาษณ์ถูกนำขึ้นยูทูบ และทำให้กลายเป็นเรื่องถูกเยาะเย้ยถากถางไปทั่วประเทศมาจนถึงทุกวันนี้
หลายคนบอกว่า ปัญหาของสโลวีเนียมาจากความหย่อนยานในการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ทำให้มีหนี้เสียในระดับที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารใหญ่ของรัฐ 3 แห่งที่มีเอ็นพีแอลเกิน 20% ของสินเชื่อ
หนี้เสียจำนวนมากมาจากการให้อดีตผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจกู้ยืมเพื่อนำไปซื้อหุ้นจากรัฐบาล ตามนโยบายขายรัฐวิสาหกิจให้กับเอกชน หรือไพรเวไทเซชัน
ความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นทั้งในฝั่งผู้กู้และผู้ให้กู้ กล่าวคือ ผู้กู้ไม่ใช่นักธุรกิจเอกชนที่แท้จริง แต่เป็นนักธุรกิจอิงการเมืองที่มีเส้นสายในระดับสูง ในขณะที่ผู้ให้กู้เป็นธนาคารของรัฐ การพิจารณาสินเชื่อไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเสี่ยงที่แท้จริง แต่เป็นเพราะผู้กู้มาวิ่งเต้นและมีการเมืองหนุนหลัง
นอกจากสินเชื่ออิงการเมืองแล้ว ปริมาณสินเชื่อรวมก็มากเกินความพอดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในช่วงที่เข้ามาเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปและยูโรโซนใหม่ๆ สโลวีเนียเนื้อหอม ธนาคารระหว่างประเทศแวะเวียนมาเคาะประตูและเสนอวงเงินให้ จึงเกิดการกู้ยืมจากต่างประเทศเพื่อนำมาปล่อยสินเชื่อในประเทศเป็นจำนวนมาก
ประเด็นนี้ก็ไม่ต่างจากบ้านเรามากนักเช่นกัน ธนาคารของเราโดยเฉลี่ยมีอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากสูง เนื่องจากกู้ยืมจากต่างประเทศมาปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่เศรษฐกิจของเรามีปัญหา ระบบธนาคารก็มักจะพลอยมีปัญหาตามไปด้วย
ปัญหาของสโลวีเนียเป็นปัญหาที่น่าสนใจและน่าศึกษา เพราะมีทั้งส่วนที่เป็นเรื่องเฉพาะภายในยูโรโซน และมีอีกบางส่วนที่คล้ายคลึงกับเรา
ปัญหาที่เป็นของยูโรโซนโดยเฉพาะ คือ เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เพราะการใช้เงินยูโรร่วมกับประเทศอื่นทำให้อัตราแลกเปลี่ยนขาดความยืดหยุ่น ไม่สามารถปรับตัวตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อเกิดปัญหาจึงยากต่อการแก้ไข
เศรษฐกิจของสโลวีเนียอยู่ในอาการหยุดชะงักสลับกับการถดถอยมาเป็นเวลา 34 ปีแล้ว อัตราการว่างงานก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนปัจจุบันถึงระดับ 13% แล้ว
ความสามารถในการแข่งขันก็แย่ลง ปัจจุบันสินค้าออกของสโลวีเนียหลายอย่างถูกประเทศอย่างจีนกับอินเดียแย่งตลาดไปเกือบหมด
หากสโลวีเนียไม่อยู่ในยูโรโซน เมื่อเกิดปัญหาค่าเงินก็คงจะอ่อนลง ช่วยให้การท่องเที่ยวบูมและการส่งออกฟื้นตัว ดังที่เกิดกับประเทศไทยหลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งไม่นาน ทั้งๆ ที่วิกฤตของเราในครั้งนั้นรุนแรงกว่าวิกฤตของสโลวีเนียในขณะนี้เป็นอันมาก
แม้แต่ปัญหาในระบบธนาคารก็เช่นกัน ผมเชื่อว่าหากเศรษฐกิจของสโลวีเนียยังแข่งขันได้ และไม่ถดถอย แม้จะเกิดปัญหาหนี้เสีย แต่ก็คงไม่ถึงขั้นวิกฤต
ในส่วนของปัญหาที่คล้ายคลึงกับเรา ซึ่งเราพึงสังวร นอกจากเรื่องทุจริตคอร์รัปชันแล้ว ที่ผมอยากพูดถึงมากเป็นพิเศษ คือ เรื่องวินัยการคลัง
จะเห็นได้จากกรณีของสโลวีเนียว่า ทั้งๆ ที่ระดับหนี้สาธารณะยังไม่สูงมาก แต่การละเลยวินัยการคลังเพียงไม่กี่ปี ก็ทำให้ประเทศชาติอ่อนแอและเกิดปัญหาได้
ไม่ว่าจะเป็นสโลวีเนีย หรือประเทศอื่นๆ ที่ปัญหาถึงจุดระเบิดไปแล้ว ต่างถูกบังคับให้ลดอัตราการขาดดุลการคลังลง แลกเปลี่ยนกับการได้รับความช่วยเหลือ
แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะเซ็นสัญญายอมรับเงื่อนไข แต่ก็ทำไปเพราะไม่มีทางเลือก โอกาสที่จะทำสำเร็จตามที่ลงนามผูกพันไว้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
การเสพติดด้านการคลัง เมื่อเกิดขึ้นแล้วเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือถอยกลับไปตั้งต้นใหม่ได้ยาก
รัฐบาลของเราพยายามบอกเราว่า การขาดดุลการคลังภายใต้การบริหารของรัฐบาลนี้กำลังลดลงเป็นลำดับ แต่เป็นคำกล่าวอ้างโดยไม่นับรวมผลพวงของ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท
สำหรับคนที่มีความรู้ทั้งในและต่างประเทศ เรื่องแบบนี้หลอกกันไม่ได้ง่ายๆ มันเป็นเพียงการโยกภาระของภาครัฐออกนอกระบบงบประมาณเท่านั้น







