posttoday
ปะผุงบปี'57ตัวการร้ายทำโครงสร้างเศรษฐกิจพิการ

ปะผุงบปี'57ตัวการร้ายทำโครงสร้างเศรษฐกิจพิการ

03 มิถุนายน 2556

ปิดฉากไปแล้วสำหรับ “ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ” ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 วาระที่ 1

โดย...จตุพล สันตะกิจ

ปิดฉากไปแล้วสำหรับ “ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ” ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 วาระที่ 1 ที่นำเสนอโดย ครม.ยิ่งลักษณ์ กรอบวงเงิน 2.525 ล้านล้านบาท

ทว่า หากโฟกัสประเด็นความเชื่อถือข้อมูลอภิปราย “สวนดุสิตโพล” สำรวจพบว่า แม้ประชาชน 42.47% ระบุว่า ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเตรียมตัวมาดี มีข้อมูลเอกสารต่างๆ ประกอบการอภิปราย แต่ 38.59% ไม่เชื่อถือข้อมูลทั้งสองฝ่าย เพราะมองว่าเป็นเวทีโต้เถียง ทะเลาะเบาะแว้ง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หยิบยกเรื่องเก่าๆ นอกประเด็นมาพูด

ขณะที่ฟากฝั่ง “เอแบคโพลล์” สำรวจภาพรวมพบว่า ประชาชน 79.7% สนใจข่าวราคาไข่ไก่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์แพง มากกว่าสนใจข่าวการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลที่มีคนสนใจ 46.8% ข่าวซื้อรถตู้โรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ ที่มีคนสนใจ 39.2% และสนใจข่าวการตอบโต้กันระหว่างนักการเมือง 36% เป็นต้น

ปฏิกิริยาประชาชนผ่านโพล 2 สำนักยังคงสะท้อนว่าประชาชนสนใจ “ปากท้อง” มาเป็นอันดับหนึ่ง

“การอภิปรายงบเป็นพิธีกรรมต้องทำทุกปีอยู่แล้ว คนก็รู้ว่าสุดท้ายฝ่ายรัฐบาลก็ชนะโหวต เพราะมีเสียงข้างมาก ส่วนฝ่ายค้านก็ค้านไป จากนั้นก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งเขาก็ตกลงกันได้ ส่วนคนดูก็รู้อยู่ว่าเป็นเวทีหาเสียง” สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองการปกครองแห่งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ให้มุมมอง

แม้วันนี้คนส่วนใหญ่ยังคงพอใจผลงานรัฐบาลเพื่อไทย แต่หาใช่ด้วยฝีมือบริหารเก่งขั้นเทพ หากเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในสถานะอ่อนแอ ขณะที่ผลงาน 2 ปีของรัฐบาลผสมที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ไม่น่าประทับใจ และมีข้อครหาทุจริตหลายกรณี เช่น โครงการไทยเข้มแข็ง อาทิ ถนนปลอดฝุ่น และการขายข้าวในสต๊อกแบบลับๆ

“61.5% ของตัวอย่าง และ 61.3% ยังคงหลับสบายมากถึงมากที่สุด เมื่อนึกถึงการทำงานของรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่ 38.5% และ38.7% นอนไม่ค่อยหลับถึงนอนไม่หลับเลย แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนที่มีต่อรัฐบาลและฝ่ายค้านยังอยู่ในอารมณ์ที่พอๆ กัน ไม่มีฝ่ายไหนได้ดีไปกว่ากัน” นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ระบุ

กระนั้น หลากประเด็นที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปรายงบใช่จะปล่อยผ่านเลย มีโจทย์ใหญ่ๆ ที่รัฐบาลต้องขบคิด ไม่เช่นนั้นอาจเป็นระเบิดส่งผลสะเทือนต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ไล่ตั้งแต่การ “ทุจริต” ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ที่มีทีท่าว่าโครงการในปีแรกจะขาดทุนบักโกรก 2.6 แสนล้านบาท แม้ว่าฝ่ายค้านจะลากข้อมูลและใบเสร็จการทุจริตมาโชว์ แต่กลับไม่มีการชี้แจงข้อมูลใดให้เป็นที่กระจ่างแม้แต่น้อย มีเพียงการระบุว่าโครงการนี้ไม่มีการทุจริต โปร่งใส และชาวนาได้ประโยชน์

“การอภิปรายทุจริตการรับจำนำข้าวรอบที่แล้ว ประชาธิปัตย์มีข้อมูลหลักฐานชัดเจน แต่ยังทำอะไรไม่ได้ แม้จะส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. แต่ ป.ป.ช.ก็ยังไม่ตัดสินอะไร รัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็ไม่ถูกปรับเปลี่ยน ยิ่งทำให้เขาย่ามใจ อีกทั้งถ้าจะทำผิดอีกครั้งที่สองครั้งที่สามอีก ถ้าผิดผลก็คือติดคุกเหมือนกัน เขาจึงไม่กลัวอะไรแล้ว” แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว ตั้งข้อสังเกต

ทว่า หากพิเคราะห์ตามข้อเท็จจริงก็คือ วันนี้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกเป็นโครงการผลาญเงินระดับเมกะโปรเจกต์ เพราะไหนรัฐบาลต้องซื้อข้าวเปลือกมาในราคาแพงและขายออกไม่ได้แล้ว ยังต้องเสียค่าเก็บรักษาข้าว และการหัก”ค่าเสื่อมสภาพข้าว ที่สำคัญยังทำให้ตลาดการค้าข้าวของประเทศ “พังพาบ” ทั้งระบบ

โดยเฉพาะ 2 ปีแรก โครงการนี้ใช้เงินไปในเกือบ 7 แสนล้านบาท เป็นเงินทุนที่ใช้ในการรับจำนำข้าวเปลือกที่ต้องกู้ยืม 6 แสนล้านบาท ค่าจ้างโรงสีแปรสภาพข้าว ค่าดอกเบี้ย และเก็บข้าวสารในโกดัง 78 หมื่นล้านบาท แต่หนี้สินส่วนใหญ่ถูกซุกไว้ที่ ธ.ก.ส.และหนี้สินรอปรากฏในเอกสารงบประมาณนานเป็นสิบๆ ปี

เช่นกันความผิดพลาดข้อมูลในเอกสารงบประมาณกรณีการจัดซื้อรถตู้ 1,000 คัน ที่เอกสารงบตั้งวงเงินที่ 2,343 ล้านบาท แม้วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า เป็นการพิมพ์เอกสารผิด แต่ไม่ต่างกับการบั่นทอนความน่าเชื่อถือเอกสารทางการไม่น้อย แม้ไม่รุนแรงเท่ากรณีข้อมูลตัวเลขส่งออกเดือน เม.ย.ที่ผิดพลาด

“ตัวเลขเศรษฐกิจที่ผิดพลาดบ่อย เช่น ส่งออก ทำให้เกิดลังเล ไม่เชื่อถือทั้งนักลงทุนไทย ต่างชาติ และอาจตั้งคำถามย้อนกลับว่าตัวเลขที่ผ่านมาเชื่อถือได้หรือไม่ และตัวเลขที่จะออกมาในอนาคตเชื่อถือได้หรือไม่ เพราะตัวเลขเหล่านี้มีผลทำให้ธุรกิจเจ๊งได้เลย” อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น ผลพวงจากนโยบาย ลด แลก แจก แถม เช่น การคืนภาษีรถยนต์คันแรก การลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% ทำให้รัฐบาลต้องหาเงินมาโปะรายจ่ายของรัฐบาล เช่น การปรับเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซลที่อัตรา 1.50 บาทต่อลิตร ที่ปรากฏในเอกสารงบประมาณ และจะเริ่มเก็บภาษีในเดือน ต.ค. 2556 ซึ่งจะทำให้รัฐเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 3 หมื่นล้านบาท

ขณะที่การลอยตัวก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือนจะเป็นการกระชาก “ค่าครองชีพ” ให้ปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ทั้งเติมนโยบายการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่ส่งผลให้ภาระค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ และนั่นจะยิ่งทำให้ “ภาวะรายได้” ตามไม่ทัน “รายจ่าย” รุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ

และสอดคล้องกับที่สภาพัฒน์แถลงว่า ปี 2554 ครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 15.9% เร็วกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น 10.4% ขณะที่หลังการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน มีผลบังคับใช้ ทำให้ค่าจ้างที่แท้จริง ซึ่งไม่รวมค่าทำงานล่วงเวลา หรือ “โอที” ของแรงงานไตรมาสแรกปี 2556 เพิ่มขึ้น 9.6%

แต่ผลปรากฏว่านายจ้างลดชั่วโมงทำโอทีลงและใช้เครื่องจักรทำงานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงงานหาเช้ากินค่ำส่วนใหญ่ที่มีรายได้ 1.41.5 หมื่นบาทต่อเดือน แต่เป็นเงินค่าโอที 4,0005,000 บาทต่อเดือน ซึ่งหากค่าโอทีนี้หดหายไป แม้แรงงานจะมีรายได้เป็นตัวเงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่จะพบว่ารายได้รวมลดลง ขณะที่ส่วนรายจ่ายเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด

ปรากฏการณ์เหล่านี้น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สินเชื่อภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 3040% ต่อไตรมาส นอกเหนือจากการกู้เงินซื้อรถยนต์ในโครงการรถยนต์คันแรก

“สินเชื่อรวมปี 2555 มีจำนวน 11.27 ล้านล้านบาท ขยายตัว 15.3% เป็นสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลที่เติบโต 21.6% แต่เมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่ามีปัจจัยหลักมาจากสินเชื่อซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ขยาย 33.9%” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์

เช่นเดียวกัน แม้ส่วนงบประมาณปี 2557 ที่รัฐบาลตั้งไว้ 2.525 ล้านล้านบาท และปรากฏในเอกสารเป็นงบขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แต่ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลได้ออกกฎหมายกู้เงินนอกงบประมาณในจำนวนที่สูงกว่า 2.35 ล้านล้านบาท ในโครงการลงทุนขนส่ง 2 ล้านล้านบาท และลงทุนระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

ดังนั้น ตัวเลขการขาดดุลงบประมาณที่ลดลง จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าปลื้มใจแต่อย่างใด

ขณะที่ภาระหนี้นอกงบประมาณก้อนมหึมานี้ สุดท้ายก็จะถูกตั้งชดใช้หนี้เงินต้นและดอกเบี้ยในงบประมาณปกติในอนาคต เท่ากับเป็นการเบียดบังงบประมาณที่จะนำไปใช้ส่วนอื่นๆ ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าการก่อหนี้นอกงบจำนวนมหาศาลจะไม่สูญไปกับการทุจริตหรือโครงการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรงบปี 2557 ไปใช้เพื่อการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การส่งเสริมการออม โดยเฉพาะการตัดงบกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ไม่เหลือแม้แต่บาทเดียว กระทั่งการลดงบวิจัยและการพัฒนาที่เป็นหัวใจการพัฒนาระยะยาว

ที่สำคัญประเด็นที่ถูกหยิบยกพูดถึงพอสมควร แต่ไม่มีความกระตือรือร้นจากรัฐบาล นั่นก็คือการเร่งรัดออกกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แม้ข้อมูลจากสภาพัฒน์ระบุชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่นำไปสู่การสร้างความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะโครงสร้างเศรษฐกิจที่สนับสนุนและเอื้อประโยชน์ต่อเจ้าของทุน

เห็นได้จากการกระจุกตัวของการเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ เช่น สัดส่วนบัญชีเงินออม 0.09% ที่มีขนาดบัญชีเงินออม 10 ล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วนเงินฝาก 41.2% ของเงินออมทั้งระบบ การถือครองที่ดินที่มีผู้ถือครองที่ดินเกิน 100 ไร่ มีจำนวนผู้ถือครอง 4,613 ราย แต่ประชาชน 21 ล้านคน และนิติบุคคล 1 ล้านราย ถือครองที่ดินไม่เกิน 4 ไร่ต่อราย

อาจสรุปได้ว่า งบปี 2557 ยังคงมุ่งเน้นประโยชน์ระยะสั้นๆ กระจุกตัวเฉพาะกลุ่ม ละเลยการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งนั่นสะท้อนความเป็น “งบปะผุ” ทั้งพิกลพิการไม่สมส่วนนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI