
ผสมผสาน...ทุกศาสตร์พยากรณ์
ในแผนบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาท ณ วันนี้ หากจะให้ข้อมูลโมดูลที่ A6 B4 ระบบคลังข้อมูลเพื่อการพยากรณ์และเตือนภัย
ในแผนบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาท ณ วันนี้ หากจะให้ข้อมูลโมดูลที่ A6 B4 ระบบคลังข้อมูลเพื่อการพยากรณ์และเตือนภัย รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 4,000 ล้านบาท ในโมดูลนี้สิ่งสำคัญที่จะต้องเน้นหนักคือ การพยากรณ์
แต่ในโมดูลนี้ไม่ใช่เพียงการพยากรณ์เท่านั้น ยังมีประเด็นปัญหาอยู่ตรงที่ผ่านมาประเทศไทยมองปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องเฉพาะงานวิศวกรหรือวิศวกรรม
มาถึงวันนี้กลับพบว่าเรื่องการบริหารจัดการน้ำไม่ใช่เรื่องของนักวิศวกรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลากหลายสาขาต้องผสมผสานเข้าด้วยกัน ที่จะต้องตอบโจทย์แบบจำลองเพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำ พัฒนาและประยุกต์ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อช่วยในการบริหารจัดการน้ำ เช่น คำนวณปริมาณน้ำท่า อัตราการไหลของน้ำ และบ่งชี้บริเวณที่เกิดน้ำท่วมล้นตลิ่ง และใช้ข้อมูลดังกล่าวร่วมกันกับข้อมูลอื่นในการวางแผนระบายน้ำ จัดสรรน้ำ หรือสำรองน้ำ เป็นต้น
“ไม่ว่าการพยากรณ์อากาศหรือการไหลของน้ำ จำเป็นต้องมีความรู้ด้านฟิสิกส์ นักคอมพิวเตอร์ นักคณิตศาสตร์มาร่วมมือกับวิศวกร ซึ่งการบริหารจัดการน้ำจะต้องมีการนำความรู้หลายสาขามาร่วมกันทำงาน แต่ที่แล้วมาไม่ได้ประสบความสำเร็จมาก ดังนั้นสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร หรือ สสนก. พัฒนาขึ้นมาได้เพราะว่าสถาบันมีทั้งนักวิศวกร นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ และนักคอมพิวเตอร์” รอยล กล่าว
การบริหารจัดการน้ำมักจะกล่าวถึงแต่เรื่องวิศวกรรม ซึ่งจริงๆ แล้วมีหลายศาสตร์ แต่ที่ผ่านมาเราใช้วิศวกรรมอย่างเดียว ซึ่งการบริหารจัดการต้องมีข้อมูลใหม่ๆ เช่น ระบบเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และที่ผ่านมาได้ใช้วิศวกรรมมากเกินไป ทำให้ศาสตร์หรือความรู้มีไม่ครบ ไม่มีนักคอมพิวเตอร์ นักคณิตศาสตร์ หรือนักฟิสิกส์มาช่วยบูรณาการความรู้ ดังนั้นพอมีข้อมูลข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้วเสร็จถามว่าใครจะวิเคราะห์ต่อ และใครจะมาสร้างระบบที่จะมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำสมัยใหม่
“วันนี้เรามีเขื่อนมากมายไม่ใช่แค่มีเพียงเขื่อนเดียว เช่น แค่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะต้องบริหารจัดการน้ำกี่เขื่อน เช่น เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนนเรศวร เขื่อนแควน้อย และยิ่งในงบประมาณ 3 แสนล้านบาท กำลังจะมีเขื่อนใหม่เกิดขึ้นอีก และการบริหารจัดการต่อไปจะซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะว่าโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้น ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะสภาพอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย จะใช้สูตรเดิมในการพยากรณ์ไม่ได้อีกแล้ว” รอยล กล่าว
ต้องพัฒนา ‘คน’ รองรับเทคโนโลยี
สิ่งที่รอยลให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสร้างความมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่จะเข้ามาร่วมบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนอีกวิธีการหนึ่งคือ “การพัฒนาคน” อยากให้มีการบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านการจัดการสารสนเทศทรัพยากรน้ำไว้ในสถาบันการศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทรัพยากรบุคคลรองรับกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่นับวันจะรุนแรงขึ้น
รอยล กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำ คือ การพัฒนาบุคลากรรองรับเทคโนโลยีใหม่ที่จะนำมาใช้บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรด้านการบริหารจัดการน้ำ เพราะว่าการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ สิ่งที่จะต้องพัฒนาอันดับแรก คือ ทรัพยากรมนุษย์ เพราะว่าการพัฒนาคนใช้เงินน้อยที่สุด และได้ผลมากกว่าอย่างอื่น
“ถามว่าทำไมการพัฒนาคนถึงได้ผลมากกว่าอย่างอื่น เพราะเราลงทุนเพียงการทำหรือบรรจุหลักสูตรการบริหารจัดการน้ำไว้ในการเรียนการสอนเท่านั้น สิ่งที่อยากเห็นโดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัยทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทหรือปริญญาเอก ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอนแบบนี้ ขณะที่สภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องการบุคลากรเหล่านี้ ยิ่งในปัจจุบันวิธีการหรือเทคโนโลยียังจำเป็นต้องใช้สถิติมาพยากรณ์ เพราะนี่คือหัวใจสำคัญในการรับมือกับสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไป” รอยล กล่าว
แม้ขณะนี้ สสนก.จะไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องมากนักในการกำหนดนโยบาย เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบายหรือแม้แต่การเข้าไปดูแลโมดูลนี้ก็ตาม แต่หากมีการบรรจุหลักสูตรการบริหารจัดการน้ำเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลจะเป็นผู้ให้คำตอบ ขณะที่ สสนก.เป็นส่วนราชการ พร้อมให้การสนับสนุนองค์ความรู้ทางเทคนิคได้ หรือข้อมูลและประสบการณ์ที่เคยมีมาได้เท่านั้น
วันนี้มีคำถามว่าจะมีการจัดเตรียมบุคลากรอย่างไร หรือจะมีหลักสูตรการศึกษาอย่างไร เพื่อที่จะเตรียมคนรองรับหรือการพัฒนากำลังคน แม้จะเข้าใจเท่าที่ทราบคือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กำลังเตรียมแผนงานการจัดทำหลักสูตรดังกล่าวอยู่ก็ตาม เพื่อจะผลักดันเรื่องนี้ที่จะให้มีการเรียนการสอนในระดับสถาบันศึกษาไว้รองรับ ดังนั้นการจะริเริ่มที่มหาวิทยาลัยได้นั้น ต้องได้รับการสนับสนุนอันสำคัญจากรัฐบาลที่จะต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นและชี้ทิศทาง เพราะรัฐบาลมีอำนาจตัดสินใจและมีงบประมาณอยู่ในมือ







