posttoday
ใครว่าคนไทย จน

ใครว่าคนไทย จน

02 มิถุนายน 2556

นับวันช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยของสังคมไทยยิ่งห่างชั้นกันมากขึ้น

นับวันช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยของสังคมไทยยิ่งห่างชั้นกันมากขึ้น

ขณะที่ครัวเรือนไทยกว่า 20 ล้านครัวเรือน มีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 58.5% หรือประมาณ 5.06 ล้านล้านบาท ในปี 2551 เป็น 64.9% ในปี 2552 ก่อนขยับเป็น 66.7% ในปี 2553 และเพิ่มเป็น 74.4% ในปี 2554 ก่อนทะยานขึ้นมายืนยิ้มโชว์ที่ระดับ 81.9% หรือประมาณ 8.82 ล้านล้านบาทในปี 2555

ประชากรกว่า 8.8 ล้านคน มีรายได้แค่เดือนละ 2,422 บาท/คน/เดือน

ขณะที่มนุษย์เงินเดือนจำนวนมากของสังคมต้องกู้หนี้ยืมสินจนยอดคงค้างสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2551ไตรมาสแรกปี 2556) เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 1.61 ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น 2.96 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 83.57%

คนเหล่านี้มักเป็นหนี้เพื่อเช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และผ่อนบ้าน

แต่เชื่อหรือไม่คนจำนวนหนึ่งในระดับพีระมิดของสังคมกลับรวยไม่รู้เรื่อง

คนทั่วไปและมนุษย์เงินเดือนกว่าจะเห็น “เงินล้าน” อาจจะต้องรอจนถึงวันเกษียณอายุ แต่คนระดับบนกลับสามารถสร้าง “เงินล้าน” ได้ในพริบตา

นับวันคนระดับไฮเอนด์ยิ่งมีจำนวนมากขึ้นและกระจายตัวออกไปจำนวนมาก ขนาดธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต้องจัดตั้งฝ่ายบริหารความมั่งคั่งขึ้นมาเพื่อดูแลลูกค้ารายใหญ่ที่มีเงินระดับ 20-100 ล้านบาทขึ้นไปเป็นการเฉพาะ มีห้องส่วนตัว มีเจ้าหน้าที่ธนาคารทำหน้าที่เป็นเลขาคอยดูแลเทกแคร์และจัดสรรเงินลงทุนให้งอกเงย

และแต่ละแห่งมีลูกค้ามาใช้บริการไม่น้อยกว่า 200-500 รายเป็นอย่างต่ำ

นี่ไม่นับเศรษฐีหุ้นที่โบรกเกอร์รายหนึ่งเล่าว่า นับตั้งแต่ตลาดหุ้นร้อนแรงสุดขีดตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แม้เวลานี้จะลดความหวือหวาลงบ้างแล้ว แต่เศรษฐีใหม่รวยหุ้นจำนวนไม่น้อยก็แปร “กำไร เงินร้อน” จากตลาดหุ้น เข้าสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ คอนโดมิเนียม ลงทุนซื้อรถยนต์คันโก้มาขับขี่กันเกลื่อนเมือง

หุ้นหลายตัวราคาลงทุนแค่หุ้นละ 3 บาท ปัจจุบันขยับมา 812 บาท ลงทุน 1 ล้านบาท ได้กำไรไป 59 ล้านบาทในเวลาไม่ถึง 12 เดือน มีให้เห็นเป็นร้อยตัว

ไม่แปลกใจที่นาฬิกาหรู โรเล็กซ์, โอเมก้า, อูโบลท์, เพีย เจต์, ไบร์ทลิ่ง, ปาเต็ก ฟิลิปป์, คาร์เทียร์, ไอ ดับเบิ้ลยู ซี จะขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

โฆรุ่ม เรือนทอง 18 เค ฝังเพชร 10.9 กะรัต ที่ไม่มีการผลิตขึ้นแล้ว นาฬิกาพาร์มิเจียนี่ เฟลอริเยร์ เรือนทอง 18 เค โรสโกลด์ ที่มีเพียง 115 เรือนในโลก และนาฬิกาไอ ดับเบิ้ลยู ซี รุ่น Portuguese Tourbillion Mystery เรือนละ 2.5 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ขายที่อื่นอาจใช้เวลา แต่ที่เมืองไทยต้องแย่งกันซื้อ

ในส่วนของเครื่องประดับก็รุ่ง ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ นักธุรกิจเจ้าของเครื่องประดับเพชร ภายใต้เครือเจมส์ พีซ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ในช่วงนี้พ่อค้านักธุรกิจสาขาอื่นๆ ล้วนบ่นให้ฟังกันเป็นเสียงเดียวว่าไตรมาสที่ผ่านมาค้าขายฝืดเคือง ไม่คล่องตัวนัก แต่สำหรับการค้าเครื่องประดับเพชรแล้วกลับตรงกันข้าม เพราะลูกค้าซึ่งเป็นกลุ่มเศรษฐีและกลุ่มคนมีกำลังจ่ายสูง เพราะบรรดาเศรษฐีไทยซึ่งเป็นกลุ่มฐานลูกค้าสำคัญ ราว 1,000 คน และในจำนวนนี้ร่วมร้อยรายที่ซื้อกันเป็นประจำเกือบทุกๆ เดือนอยู่แล้ว เขาอยากซื้อของมีค่าสวยๆ งามๆ เก็บไว้เพื่อแก้เครียด

ประกอบกับสถานการณ์ราคาเพชรในตลาดเวลานี้ อยู่ในช่วงเงินบาทแข็งค่า ยิ่งทำให้คนซื้อเพชรดีๆ ขาวๆ ระดับ D น้ำงามไม่มีริ้วรอย ได้ในราคาไม่แพงนัก จึงทำให้ขายเพชรได้ดีในช่วงนี้ ดีกว่าปีก่อน

นี่ไม่นับรถหรู Porsche Cayenne GTS 420 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0100 กม./ชม. ภายใน 5.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 261 กม./ชม. ราคา 1112 ล้านบาท

MercedesBenz B180 Sport เครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบ ขนาด 1600 ซีซี ราคา 3 ล้านบาท Audi Q3 S line 2.0 TDI เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบเทอร์โบ ขนาด 1968 ซีซี กำลัง 177 แรงม้า ราคา 3.63.8 ล้านบาท

BMW X6 xDrive 30d 6 สูบ เทอร์โบ ขนาด 3000 ซีซี กำลังสูงถึง 245 แรงม้า ราคา 7 ล้านบาท MercedesBenz E300 BlueTEC Hybrid เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ทวินเทอร์โบ ขนาด 2100 ซีซี 231 แรงม้า ราคา 4.4 ล้านบาท ล้วนแต่ขายดิบขายดี

ชาญชัย พิลาวรรณ นายกสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ใหม่ กล่าวว่า ในตลาดรถนำเข้าอิสระหรือเกรย์มาร์เก็ต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถหรูและไม่มีการผลิตในประเทศไทยแต่ละปีจะมีการนำเข้าประมาณ 11.2 หมื่นคัน และมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วตามความต้องการของลูกค้าในประเทศ

รถที่นำเข้ามาส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับราคา 24 ล้านบาท ส่วนที่ราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท จะมีอยู่ประมาณ 2% ของการนำเข้าทั้งหมด โดยที่เป็นที่นิยมมากคือ รถตู้โตโยต้า อัลพาร์ด จากญี่ปุ่น เมอร์เซเดสเบนซ์ ทั้งสไตล์สปอร์ต ซีดาน และคูเป้

ขณะที่กลุ่มราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ที่นิยมนำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นรถสปอร์ต เช่น ปอร์เช่ สปอร์ต เฟอร์รารี สปอร์ต ซึ่งมีหลายรุ่นก็ได้รับความนิยม

สวนทางกับผู้ผลิตรถยนต์คันแรกเครื่องยนต์ไม่เกิน 1500 ซีซี ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท กำลังกุมขมับกับการทิ้งใบจองของมนุษย์เงินเดือนที่จองซื้อรถคันแรกกัน 30-70% เพราะขีดความสามารถในการผ่อนไม่พอ

วสันต์ โพธิพิมพานนท์ เจ้าของเบนซ์ทองหล่อ กลับบอกว่า มียอดจองเข้ามามากจนคิวยาวถึงปีหน้า โดยนิยมจองรถในช่วงราคา 2.54 ล้านบาท

“สาเหตุที่คนไทยซื้อรถเบนซ์มากขึ้นน่าจะเป็นเพราะเศรษฐกิจดี คนเล่นหุ้นคิดว่าจะกำไรดี ผู้ประกอบการคอนโดมิเนียมก็คิดว่าจะขายได้หมด ปีนี้จึงคาดว่าน่าจะขายรถเบนซ์ได้ 7,0007,500 คัน จากปีที่ผ่านมามียอดขายได้ 6,500 คัน แถมรุ่นที่ขายได้ก็หลากหลายจากเดิมมีเพียงรุ่น C, E และ S” วสันต์ บอกถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ไม่เพียงแค่นาฬิกา รถหรูเท่านั้นที่ขายดิบขายดี อลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ในปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัว หลายค่ายมองว่าเวลานี้เป็นจังหวะที่จะกลับมาเปิดตัวคอนโดมิเนียมหรูอีกครั้ง กลุ่มของธานินทร์ ลีนะบรรจง เปิดตัวคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ “คลาส หลังสวน” คอนโดสูง 8 ชั้น ราคา 1.82 แสนบาทต่อตารางเมตร หรือราคา 5.722 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท

ขณะที่กลุ่มสุโขทัยก็อยู่ระหว่างนำห้องชุดล็อตชุดท้ายในโครงการ “เดอะ สุโขทัย เรสซิเดนซ์เซส” ย่านสาทร มาเปิดขายในช่วงงานก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ แบ่งเป็นกลุ่ม 2.5 แสนบาทต่อตารางเมตร ราคาประมาณ 7080 ล้านบาท และกลุ่มเพนต์เฮาส์ 3.4 แสนบาทต่อตารางเมตร ราคา 150350 ล้านบาท

ขณะที่ อนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า ปีนี้เอพีหวนมาทำคอนโดมิเนียมหรูในรอบหลายปี ภายใต้ชื่อ “แกลลอรี โรล เดอ 39” บนถนนสุขุมวิท ซอย 39 ขายในราคา 2.53 แสนบาทต่อตารางเมตร หรือราคา 27100 ล้านบาทต่อยูนิต จำนวน 88 ยูนิต เพื่อจับกลุ่มเศรษฐีกำลังซื้อสูง

ไม่เพียงแต่กำลังซื้อจากเศรษฐีคนไทย แต่คอนโดมิเนียมหรูยังจับกลุ่มต่างชาติด้วย โดย สรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น ได้นำโครงการคอนโดมิเนียมมหานคร และเดอะ ริทซ์คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก ไปโรดโชว์ยังดูไบ 3 วัน สามารถปิดการขายได้มากถึง 10 ห้องชุด มูลค่ายอดขายกว่า 420 ล้านบาท

จากการสำรวจของบริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียล เอสเตท แอฟแฟร์ส พบว่า ห้องชุดที่แพงที่สุด และได้รับความสนใจจากตลาด อันดับที่ 1 คือ ห้องแบบเพนต์เฮาส์ ราคา 222 ล้านบาท หรือตารางเมตรละ 3 แสนบาท ในโครงการเดอะ ริทซ์คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก ถนนสาทร ของเพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น

อันดับที่ 2 คือ ห้องแบบเพนต์เฮาส์ ราคา 170 ล้านบาท หรือตารางเมตรละ 2.89 แสนบาท ในโครงการเดอะ ริเวอร์ ถนนเจริญนคร ของไรมอน แลนด์

อันดับที่ 3 คือ ห้องแบบเพนต์เฮาส์ ราคา 119 ล้านบาท หรือตารางเมตรละ 1.5 แสนบาท ในโครงการมาย รีสอร์ท แอท ริเวอร์ ถนนจรัญสนิทวงศ์ 72 ของอิควิตี เรสซิเดนเชียล เจ้าพระยา

อย่าอิจฉาคนรวย ส่วนคนจนนั้นต้องท่องคาถา เรามันจน เราก็ทนต่อไป ใครจะรวยเท่าใด ก็ปล่อยให้รวยเสียให้เข็ด

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI