
ครม.รุมกินโต๊ะผู้ว่าฯธปท.
ปลอดประสพถามทัศนคติดอกเบี้ยค่าเงินประสารชี้ใช้ค่าเงินรักษาเสถียรภาพศก.ไม่ดี
ปลอดประสพถามทัศนคติดอกเบี้ยค่าเงินประสารชี้ใช้ค่าเงินรักษาเสถียรภาพศก.ไม่ดี
ครม.รุมซักประสาร ถามลดดอกเบี้ยทำให้เงินบาทอ่อนอย่างไร
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 พ.ค. ได้ใช้เวลาพิจารณากรอบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจปี 2556 โดยเริ่มตั้งแต่ 11.3013.15 น. หรือประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง โดยประเด็นที่น่าจับตามองในการประชุม ครม.ครั้งนี้ คือ รัฐมนตรีหลายคนใน ครม.ตั้งคำถามที่ท้าทายนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในประเด็นต่างๆ เช่น นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ถามว่า ธปท.จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ามาอยู่ที่ 2930 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้หรือไม่ ซึ่งนายประสารตอบว่า ขณะนี้กลไกตลาดได้ทำหน้าที่อย่างสมดุลแล้ว และขณะนี้ค่าเงินบาทก็อยู่ที่ระดับ 2930 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ขณะที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯ ถามว่า ผู้ว่าการ ธปท.มีทัศนคติอย่างไรเกี่ยวกับดอกเบี้ย และทำอย่างไรให้ค่าเงินบาทอ่อนลง นายประสารชี้แจงว่า การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนต้องดูในเรื่องสมดุล เพราะค่าเงินบาทที่แข็งก็จะเป็นประโยชน์ต่อการนำเข้า และตอนนี้การส่งออกและการนำเข้าสมดุลกัน ส่วนการส่งออกก็ขยายตัวได้ดี
นายประสารยังพูดในที่ประชุม ครม.ว่า หากรัฐบาลต้องการให้ ธปท.ทำอะไรก็ให้สั่งมา ปัจจุบัน ธปท.ใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ขณะที่การดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจทำได้ 2 ทาง คือ ใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือ และการใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือ หากจะทำให้ปรับเปลี่ยนก็ให้สั่งมา
นายประสารยังระบุว่า การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่ไม่โปร่งใสและไม่เป็นที่ยอมรับ ส่วนกรณีสิงคโปร์ที่ใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนมาดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจสิงคโปร์พึ่งพาการส่งออกเกือบทั้งหมด
ส่วนท่าทีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง กับนายประสารนั้น ปรากฏว่าทั้งสองคนต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เช่น นายประสารบอกว่า การดำเนินนโยบายของ ธปท.เป็นไปตามที่นายกิตติรัตน์เสนอโดยตลอด ส่วนนายกิตติรัตน์บอกว่า ได้ทำงานร่วมกับนายประสารและ ธปท.อย่างใกล้ชิด และอยากให้ดูแลรายได้ของครัวเรือนที่มีรายได้น้อยด้วย
“ไม่มีการขัดแย้งหรือโต้เถียงกันใน ครม. กลายเป็นว่ารัฐมนตรีหลายคนใน ครม.รุมซักนายประสารมากกว่า ซึ่งสีหน้าของนายประสารค่อนข้างเครียด ส่วนการตอบคำถามของนายประสารก็กล่าวเพียงหลักการการดูแลค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม” แหล่งข่าวเปิดเผย
นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนมาก ไม่เชื่อว่ามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐและญี่ปุ่นจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้และยังมาตรการคิวอีของญี่ปุ่นเข้ามาเสริมด้วย ทำให้สภาพคล่องล้นระบบการเงินของโลกและสร้างความผันผวนให้กับทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดการเงินและตลาดหุ้นมีความอ่อนไหวตามกระแสข่าวที่เข้ามากระทบ โดยจะเห็นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างหนัก หลังจากที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาส่งสัญญาณว่า อาจจะยุติคิวอีก่อนกำหนด
“ภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน ซึ่งถือเป็นการทดสอบทฤษฎีทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยใช้มาก่อน ดังนั้น ไทยจะต้องระวังให้มาก เพราะแม้แต่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนเศรษฐกิจก็ยังอ่อนแรงลง และไม่เชื่อว่ามาตรการคิวอีจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่นได้”
นายวีรพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่าหากเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวได้จะต้องมีการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญและสามารถผูกขาดตลาดได้ เช่น การค้นพบพลังงานจากเชลก๊าซ ซึ่งถือเป็นภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงมาหนุนหลังด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นอวัยวะต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ที่ขาดไม่ได้ ขณะที่เงินก็เปรียบเสมือนเป็นเลือดที่ช่วยสูบฉีดให้ร่างกายสดชื่นขึ้น แต่ก็ต้องทำงานร่วมกับอวัยวะด้วยเช่นกัน
ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เผย ค่าบาทยากคาดการณ์ ชี้ ปัจจัย ตปท. สำคัญต่อตลาดลงทุน
นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทในปัจจุบัน ยากที่จะคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมาก แม้ว่าปัจจัยภายในประเทศจะสำคัญ แต่ก็มีปัจจัยภายนอกที่เป็นประเด็นมากกว่าโดยเฉพาะมาตรการการออกคิวอีของยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้ขณะนี้ มีการไหลของเงินทุนคาดตลาดตราสารหนี้ของไทยถึง 8 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม นายธิติ กล่าวว่า นักลงทุนมองว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตกว่าทางยุโรป ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์มีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร และหากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของจีนลดลง ก็จะทำให้เศรษฐกิจของไทย รวมถึงมาเลเซีย และสิงคโปร์ ชะลอตัวลงตาม ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอีกด้วย







