posttoday
หนี้เอเชียพุ่งท่วมหัวชนวนวิกฤต ศก.รอบใหม่

หนี้เอเชียพุ่งท่วมหัวชนวนวิกฤต ศก.รอบใหม่

28 พฤษภาคม 2556

นอกเหนือจากเรื่องความกังวลของตลาดทั่วเอเชีย รวมไปถึงทั่วโลก ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

นอกเหนือจากเรื่องความกังวลของตลาดทั่วเอเชีย รวมไปถึงทั่วโลก ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจตัดสินใจยุติหรือชะลอการใช้มาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) เร็วกว่ากำหนดแล้ว อีกหนึ่งประเด็นทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตามองไม่น้อยก็คือ “ภาวะฟองสบู่หนี้ของเอเชีย” ซึ่งปัจจุบันหนี้สินในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน หนี้ของภาคเอกชน ต่างพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ในภูมิภาคได้ในอนาคตอันใกล้นี้ และทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างสดใสในขณะนี้ลง

ข้อมูลจากสถาบันแม็คคินซีย์โกลบอล ของบริษัทที่ปรึกษาแม็คคินซีย์ แอนด์ โค เปิดเผยว่า หนี้ในทุกภาคส่วนของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต่อจีดีพีในเอเชีย เช่น จีน มาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม ณ ปัจจุบัน ได้พุ่งทะยานขึ้นไปจนสูงกว่าระดับหนี้ในปี 1997 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งแล้ว โดยเฉพาะในช่วง 4 ปีหลังที่ผ่านมาที่มีการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากที่ระดับ 133% ต่อจีดีพีทั้งหมดในปี 2008 ขึ้นไปอยู่ที่ 155% ในช่วงกลางปี 2012

สาเหตุหลักที่ทำให้หนี้ของเอเชียพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น ก็เป็นเพราะผลพวงจากกระแสทุนร้อน ซึ่งเกิดจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจ เช่น สหรัฐและยุโรป ได้ทำให้เงินทุนไหลทะลักเข้ามาสู่ตลาดสินทรัพย์และพันธบัตรในเอเชีย เพื่อหาส่วนต่างผลตอบแทนและมีการเติบโตที่สูงกว่า ดังนั้นจึงทำให้การเข้าถึงแหล่งระดมเงินกู้ในเหล่าผู้บริโภคและนักธุรกิจในเอเชีย จึงทำได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำลงกว่าในอดีตที่ผ่านๆ มา

นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงที่ประจวบเหมาะกับการที่เศรษฐกิจโลกกำลังเกิดภาวะการชะลอตัว จนทำให้เหล่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายในหลายชาติของเอเชียหันมาใช้มาตรการอัดฉีดและตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อยับยั้งผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในต่างแดน โดยภาวะดังกล่าวได้ส่งผลข้างเคียงที่ทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการกู้ยืมมีต้นทุนต่ำลง จนทำให้เกิดภาวะการกู้ยืมและการเติบโตของการปล่อยสินเชื่อขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหนี้ภาคครัวเรือนที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ

ทั้งนี้ จากการใช้มาตรการกระตุ้นดังกล่าวอย่างเคยชิน บวกกับแรงขับดันทางการเมืองที่ต้องการให้การขยายตัวเศรษฐกิจเป็นไปอย่างแข็งแกร่ง เพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง ก็ทำให้หลายประเทศเกิดอาการลังเลเมื่อต้องลดการใช้มาตรการกระตุ้นลง ไปจนถึงขั้นเสพติดการใช้มาตรการกระตุ้นและการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำเอาไว้มากเกินไป ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วควรลดการใช้มาตรการดังกล่าวลง เพราะภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวกลับเข้าที่เข้าทางบ้างแล้ว

กรณีดังกล่าว จีนเคยมีบทเรียนมาแล้ว ในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ที่รัฐบาลกรุงปักกิ่งได้ตัดสินใจใช้มาตรการกระตุ้นผ่านการอัดฉีดขนานใหญ่ด้วยจำนวนเงินถึง4 ล้านล้านหยวน ส่วนธนาคารพาณิชย์จีนก็ขานรับต่อด้วยการเพิ่มสัดส่วนการปล่อยเงินกู้ไปอยู่ที่ 33% ในปี 2009 เพิ่มขึ้นจากที่ระดับ 15% ในช่วง 6 ปีก่อนหน้านั้น

ทว่า หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกเริ่มคลี่คลายลง การขยายตัวของภาคสินเชื่อในจีนกลับมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แถมยังแซงหน้าระดับจีดีพีของประเทศอีกด้วย ซึ่งนั่นทำให้การกระตุ้นผ่านการอัดสินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการพึ่งพาการส่งออกไปแล้ว

ดังนั้น จึงทำให้การควบคุมการปล่อยสินเชื่อของจีนทำได้ยากมากขึ้น เพราะจะส่งผลกระทบไปถึงเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไปด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าก่อนหน้านี้เหล่านักวิเคราะห์จะออกมาระบุว่า การเพิ่มขึ้นของระดับหนี้ในเอเชียยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ เพราะหนี้ที่เพิ่มขึ้นนั้นส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ที่ไม่ได้กู้ยืมมาในรูปของสกุลเงินต่างชาติ ซึ่งต่างจากปี 1990 ที่เงินส่วนใหญ่มาจากเงินกู้ในรูปเงินตราต่างประเทศ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงน้อยหากเกิดกรณีค่าเงินในประเทศอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วขึ้นมา

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าระดับหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ จนเสี่ยงว่าจะเกินกว่าความสามารถที่จะควบคุมได้นั้น ได้ก่อให้เกิดความกังวลและความเสี่ยงขึ้นมาว่าอาจเกิดกรณีการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาได้ และนั่นอาจกลายเป็นตัวฉุดรั้งและทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียในปัจจุบันเลยทีเดียว ซึ่งกรณีดังกล่าวได้มีให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้วในยุโรป

ทั้งนี้ ประเทศที่เสี่ยงจะจมกับภาวะวิกฤตหนี้มากกว่าใครเพื่อน และปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลกระเทือนไปทั้งภูมิภาคก็คือ “พญามังกรจีน”

เพราะปัจจุบันนั้นหนี้สินรัฐบาลท้องถิ่น และหนี้ของรัฐวิสาหกิจของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่ 2 ของโลกได้พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ยืนยันได้จากระดับหนี้ในทุกภาคส่วนเมื่อรวมกันแล้วเพิ่มขึ้นสูงถึง 183% ต่อจีดีพีในช่วงกลางปี 2012 ขณะที่ปี 2008 อยู่ที่ 153%

ด้านจื้อเหว่ยจาง นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ คาดการณ์ว่าระดับหนี้ของแดนมังกรอาจจะพุ่งทะยานขึ้นไปมากกว่า 200% ต่อจีดีพีก็เป็นไปได้

จากระดับหนี้ที่พุ่งทะยานอย่างน่ากลัว เมื่อบวกกับปัจจัยด้านความอ่อนแอของการกำกับดูแลภาคการเงินอย่างมีประสิทธิภาพของจีนแล้ว ก็ยิ่งทำให้ความเสี่ยงว่าปัญหาดังกล่าวจะปะทุขึ้นมายิ่งเป็นไปได้สูงมากขึ้นไปอีก

“ระบบการเงินของจีนยังเปราะบางและเสี่ยงมากที่จะเกิดปัญหา ดังนั้นผมจึงไม่คิดว่าจะเกิดวิกฤตการเงินในขณะนี้ แต่จะเป็นแหล่งกับระเบิดขนาดใหญ่” หยูหย่งดิง นักเศรษฐศาสตร์จีน ซึ่งปัจจุบันรั้งตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของธนาคารกลางจีน กล่าว

นอกจากนี้ โครงการเงินกู้ต่างๆ ที่รัฐบาลท้องถิ่นของจีนแห่ขนไปลงทุน ก็ยังมีปัญหาในแง่ประสิทธิภาพ และประสบกับการขาดทุนอีกด้วย โดยเห็นได้จากการลงทุนก่อสร้างทางด่วนพิเศษราว 4,000 ไมล์ ในตอนกลางของมณฑลหูหนาน ของบริษัทที่มีรัฐเป็นเจ้าของ ซึ่งโครงการดังกล่าวใช้เงินลงทุนอยู่ที่ 1.74 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยอาศัยเงินกู้จากแบงก์เป็นหลัก ทว่าภายหลังจากเปิดใช้กลับไม่สามารถคืนทุนได้ เพราะมีผู้ใช้น้อยกว่าที่คาด ดังนั้นบริษัทดังกล่าวจึงต้องออกหุ้นกู้ระยะเวลา 1 ปีออกมาเพื่อหาเงินไปจ่ายหนี้จากการลงทุน

กรณีความคุ้มค่าจากการลงทุนด้วยการกู้เงินมานั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับรัฐบาลท้องถิ่นของจีนอย่างเดียวเท่านั้น เพราะ มาเลเซีย ก็มีปัญหาเฉกเช่นเดียวกัน โดยในช่วงทศวรรษ 1990 โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้ามวลเบา (โมโนเรล) ที่ใช้เงินกู้จากหลายแหล่งนั้นต้องประสบกับการขาดทุน และต้องขอรับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากรัฐบาลมาแล้วในปี 2001

ดังนั้น จึงทำให้เกิดความกังวลขึ้นมาว่า แผนการลงทุนสร้างระบบขนส่งรถไฟฟ้าใต้ดิน ระยะความยาว 60 ไมล์ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ผ่านการระดมเงินจากกองทุนมูลค่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะล้มเหลวซ้ำรอยกับโครงการโมโนเรลดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ภาวะหนี้ทั้งส่วนของภาคครัวเรือนและภาครัฐที่สูงขึ้น กลายเป็นความน่าวิตกกังวลอีกปัญหาหนึ่งที่เหล่าผู้กำหนดนโยบายในเอเชียจะต้องจับตาดูให้ดี

เพราะมิเช่นนั้นอาจทำให้ฝันแห่งการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจโลกในอนาคตอาจต้องดับสูญลงได้

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน