posttoday
แนวโน้มศก.การเมืองทวีปแอฟริกา (2)

แนวโน้มศก.การเมืองทวีปแอฟริกา (2)

27 พฤษภาคม 2556

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในทวีปแอฟริกา ในสัปดาห์นี้ เรามาดูกันต่อว่าปัจจัยอะไรอีกบ้างที่หนุนการเปลี่ยนแปลง

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในทวีปแอฟริกา ในสัปดาห์นี้ เรามาดูกันต่อว่าปัจจัยอะไรอีกบ้างที่หนุนการเปลี่ยนแปลง

2.ทวีปแอฟริกาได้รับอานิสงส์จากความช่วยเหลือจากต่างประเทศมากขึ้น 3.ได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้นจากทั้งนักลงทุนและผู้บริโภค สืบเนื่องมาจาก “นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ได้ผล”4.แอฟริกามีความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้นกว่าเดิม และหลายประเทศเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมด้านการกำหนดนโยบายของประเทศ

5.แอฟริกาได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพด้านจำนวนประชากรโดยจำนวนประชากรในวัยทำงานจะเพิ่มมากขึ้นในอีก 45 ทศวรรษ 6.จำนวนประชากรที่อพยพเข้ามาในเมืองจะมากขึ้นทำให้การเติบโตด้านความเป็นชุมชนเมืองจะขยายตัว 7.ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการขยายตัวด้านการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นไปด้วยความรวดเร็วและต่อเนื่อง ทำให้การติดต่อสื่อสารรวมทั้งด้านการคมนาคมขนส่งสะดวกรวดเร็วมากขึ้น

นักวิชาการจากธนาคารโลกระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้แอฟริกาเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และในขณะเดียวกันปัจจัยที่จะทำให้แอฟริกาไม่สามารถเดินหน้าไปได้ก็มาจาก “ความไม่มั่นคงด้านการเมือง” ด้วยเช่นกัน

มีรายงานจากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ว่าในหลายประเทศ ความมั่งคั่ง อิทธิพล และเงินตรา ยังคงกระจุกอยู่แต่ในกลุ่มชนชั้นผู้มีอำนาจทางการเมือง และบรรดานักการเมืองก็ไม่ยอมที่จะสูญเสียอำนาจไป ดังนั้น อัตราการคอร์รัปชั่นยังคงเกิดขึ้นในหลายประเทศ

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ หมายความว่า ภาคการผลิตและบริการในระดับขนาดใหญ่ยังคงขาดแคลน ประชากรยังคงประกอบอาชีพอยู่แต่ในภาคครัวเรือน และที่น่าหนักใจคือการขาด “ทุนมนุษย์”

นอกจากปัญหาที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ปัญหาด้านการศึกษายังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะการขาดครูที่ทุ่มเทเอาใจใส่ เช่น ในประเทศยูกันดาพบว่าครูใช้เวลาในการสอนเด็กน้อยกว่า 20% ของเวลาที่รัฐกำหนด หรือในประเทศแทนซาเนียพบว่าครูใช้เวลาในการสอนเด็กจริงเกินกว่า 20% นิดหน่อย ซึ่งไม่เพียงพอ ในบางประเทศ เช่น เคนยา ต้องจ้างบุคลากรจากบริษัทเอกชนเข้ามาสอนนักเรียนแทนข้าราชการครูที่กินเงินเดือนจากรัฐ แล้วก็ได้ผลลัพธ์ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ทว่า รายงานของยูเอ็นพบว่า ทุกปัญหาที่กล่าวมาจะสามารถบรรเทาและเยียวยาได้ถ้า “การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นไปในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น” และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าในประเทศกำลังพัฒนาการสร้างการเมืองให้เข้มแข็ง และเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่สำคัญอยู่ในระดับต้นๆ เสมอ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI