posttoday
"ไทยสปริง"เครือข่ายไซเบอร์ต้านรัฐบาล

"ไทยสปริง"เครือข่ายไซเบอร์ต้านรัฐบาล

26 พฤษภาคม 2556

ในอนาคตหากมีการกระทำในลักษณะอย่างนี้ มีผลกระทบต่อบ้านเมือง ย่อมเกิดเป็นไทยสปริง 2-3-4 ตามมาได้

โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

ผ่านสารพัดม็อบการเมืองที่จ้องล้มรัฐบาล ทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มเสื้อหลากสี ม็อบสายล่อฟ้า รวมถึงม็อบองค์การพิทักษ์สยามนำโดย เสธ.อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ปีนี้รูปแบบขบวนการปรับเปลี่ยนใบหน้าเป็นปรากฏการณ์ “ไทยสปริง” ขีดเส้นภารกิจหลักหาแนวร่วมในโลกไซเบอร์ถล่มรัฐบาล

ปรากฏการณ์ “ไทยสปริง” นำทัพโดย แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำและอดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ล่าสุดเพจไทยสปริงมีผู้ชุมนุมทางออนไลน์กว่า 3 หมื่นคน ตั้งเป้าแรกที่การล่ารายชื่อต่อต้านปาฐกถาของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่อูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ก่อนจะรวบรวมลิสต์ส่งไปยังสมาชิกประชาคมประชาธิปไตย 106 ประเทศ รวมถึงคณะทูตประจำประเทศไทย

“แก้วสรร” ให้สัมภาษณ์กับ “โพสต์ทูเดย์” อธิบายความถึงปรากฏการณ์ “ไทยสปริง” ว่า เป็นขบวนการที่รวบรวมความเห็นพ้องในโซเชียลมีเดียโดยเน้นการดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว เป็นการ “เปลี่ยนพื้นที่” รองรับการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนที่อาจเป็นผู้ที่ต้องออกมาชุมนุมหรือไม่อยากออกมาชุมนุม ให้มารวมตัวในโลกไซเบอร์ เพื่อบรรลุจุดประสงค์ เป้าหมาย และภารกิจเดียวกัน

“หนึ่งคือมันไม่เหนื่อย ไม่จำเป็นต้องไปตากแดดตากฝน เอะอะอะไรก็ชุมนุมอย่างเดียว มันเปลืองมวลชน สองคือไม่ต้องมีแกนนำ ผมกับอาจารย์วสิษฐเป็นเพียงออร์แกไนเซอร์ที่เปิดเว็บเพจรวบรวมความเห็น หากประชาชนอยากมีส่วนร่วมก็เข้ามาได้ วันนี้มองว่าการชุมนุมควรจะทำเท่าที่จำเป็น แต่ในโซเชียลมีเดียมันมีช่องทางการเมืองให้ขยายตัวอีกมาก”

สำหรับสาเหตุที่ “ปาฐกถาปู” โดนล็อกเป้าถล่มเป็นเคสแรกนั้น แก้วสรร ชี้ว่า รับไม่ได้ที่ ยิ่งลักษณ์ นำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัว เขามองว่าเวทีเปิดให้พูดเรื่องประเทศไทย และประชาธิปไตย แต่นายกฯ กลับดึงเรื่องครอบครัวตัวเอง พร้อมทั้งพูดในลักษณะโดดเดี่ยวกระแสต้านให้กลายเป็นพวกเผด็จการ จึงจำเป็นต้องออกมาค้านอย่างถึงที่สุด

“ปาฐกถาของยิ่งลักษณ์มันสะท้อน มันเปลือยออกมาชัดเจนว่าขณะนี้เป็นการปกครองของครอบครัวชินวัตร เพื่อชินวัตร โดยชินวัตร ภาพหนึ่งของการปกครองเขาอาจมาจากการเลือกตั้ง มีความชอบธรรมในการเดินนโยบาย จะกู้ 2 ล้านล้าน โครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน หรือจำนำข้าว เขามีความชอบธรรม ถูกผิดตัดสินกันที่การเลือกตั้ง หากเราไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเขา ไปไล่เขาออก ก็ไม่ใช่ ทุกคนต้องรับกันตรงนี้ แต่เมื่อไหร่เขาล้ำเส้นเอาอำนาจที่ได้มาแสวงประโยชน์เพื่อครอบครัวของตัวเอง ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องสู้กัน จะข้างมากข้างน้อย เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งมันไม่สำคัญแล้ว

...พูดกันเลยตรงๆ ว่าเราไม่ยอมรับเขาเพราะเขาไม่มีความชอบธรรม ในส่วนการปกครองตามปกติก็ว่าไป แต่เขาหมดความชอบธรรมในสายตาเรา ถ้าเป็นพระก็อาบัติไปแล้ว เป็นแค่ชายหัวโล้นนุ่งผ้าเหลืองเท่านั้น เพราะฉะนั้นในสายตาของผมและอาจารย์วสิษฐ เราก็คุยกันว่าควรออกมา เหมือนกับวัดข้างบ้านเรามีเจ้าอาวาสนอนกับสีกา อย่างนี้ก็ยกมือไหว้ไม่ไหว ต้องคัดค้าน ไทยสปริงจึงต้องปฏิเสธการปกครองที่ไม่ชอบธรรมในสายตาของเรา”

แก้วสรร ยังย้ำว่า ภารกิจต้านปาฐกถายิ่งลักษณ์ ที่ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมนับหมื่นรายชื่อนั้น เป็นเพียง “ไทยสปริงแรก” เท่านั้น เขาบอกว่าหลังจากนี้หากพบว่านายกฯ หญิง ยังใช้ตำแหน่งทางการเมืองเอื้อประโยชน์ให้พี่ชายและครอบครัวอีก ประชาชนจะได้เห็นไทยสปริง 2-3-4 ตามมา

“ในอนาคตหากมีการกระทำในลักษณะอย่างนี้ มีผลกระทบต่อบ้านเมือง ย่อมเกิดเป็นไทยสปริง 2-3-4 ตามมาได้ ส่วนจะเป็นเรื่องใดอย่างไรก็อยู่ที่ทางเขาจะเดินหรือทำอะไรที่มันแสดงถึงความไม่ซื่อตรงต่อส่วนรวมอย่างไร เราก็ต้องแสดงออกมาคัดค้านเขาอย่างนั้น”

ถามว่าการเกิดไทยสปริง 2-3-4 ยึดปัจจัยอะไรเป็นหลัก? แก้วสรร ตอบสวนมาทันทีว่า “...ความทรยศ! ย้ำว่าหากเป็นเรื่องนโยบายแท้ๆ เราไม่ยุ่ง อย่างนโยบายจำนำข้าวของเขาที่เชื่อว่าเพิ่มค่าจ้าง เพิ่มพืชผล เงินก็จะหมุนสปริงขึ้นไปก็เป็นทฤษฎีที่เขาเชื่อ ถึงผมไม่เห็นด้วย แต่ก็เห็นว่าควรไปว่ากันในสภา แต่หากเป็นกรณีการทรยศต่อหน้าที่ ทรยศต่อความไว้วางใจ เอาตำแหน่งสาธารณะความเป็นนายกรัฐมนตรีไปกระทำการเพื่อส่วนตน พี่ชายและครอบครัวแบบนี้ก็ต้องออกมาสู้กัน

...เพราะเจตนามันชัดว่าเขากำลังจะแก้กฎหมายเพื่อเอาตัวพี่ชายเขากลับ เพื่อเอาครอบครัวเขากลับมา ช่วงเวลานั้นที่กำลังมีการไล่บี้ กระทืบศาล เขาก็ไปประชาคมประชาธิปไตยเพื่อความจงใจจะพูดสิ่งนี้ บอกว่าฉันนี่เป็นประชาธิปไตย ไอ้พวกไม่เห็นด้วยเป็นพวกเผด็จการ และยกตัวเองขึ้นมาในสายตาต่างชาติ แต่เราต้องการจะบอกว่านี่มันไม่ใช่เผด็จการ นี่ไม่ใช่ความจริง คุณเท่านั้นหรือที่มีสิทธิพูดถึงประเทศชาติ คนไทยพูดไม่ได้หรือว่า เฮ้ย! ต่างประเทศทั้งหลาย สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้พูดไม่จริง ประเทศผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทำไมผมจะพูดไม่ได้”

ย้ำชัดว่าความ “ทรยศ” เป็นเชื้อสำคัญให้เกิดไทยสปริงตามมาอีกระลอก เมื่อถามถึงโมเดล “นิรโทษยกเข่ง” ที่กำลังกลับมาอีกครั้งโดยการชักธงนำของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี แก้วสรร ย้ำว่า ถือเป็นการทรยศเช่นกัน และอาจได้เห็นไทยสปริง 2 ตามมาเพื่อต่อต้านร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติฉบับนี้

“ปรองดองแบบบิดเบือนอำนาจ เอาอำนาจนิติบัญญัติมาใช้เพื่อประโยชน์พวกพ้องและเจ้านายเท่านั้น นิรโทษกรรมคดีคอร์รัปชั่นแบบนี้ไม่เคยเห็น คุณเอาความชอบธรรมอะไรทางนิติบัญญัติมายกเลิกคำสั่งของศาล ใครจะผิดจะถูกมันตัดสินด้วยการยกมือหรือ มันไม่ใช่ มันตัดสินด้วยพยานหลักฐาน ด้วยกฎหมาย สภามายุ่งอะไร

...การเอาอำนาจมาบิดเบือนใช้เพื่อประโยชน์ของตน นี่ก็เป็นการทรยศอย่างหนึ่ง เราไม่ได้ให้อำนาจเขาไปทำแบบนี้ ไว้วางใจให้คุณไปสร้างบ้านสร้างเมือง เอาอำนาจไปสร้างกฎหมายที่ดี อนุมัติงบประมาณควบคุมให้มันดี แต่คุณกลับไม่เอา คุณกลับเอาอำนาจมาทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าทรยศแล้วจะเรียกว่าอะไร เรื่องนี้มีการพูดคุยกันแล้วบอกว่ามีคนไม่เห็นด้วย และเหตุผลมันชัดว่ามันไม่ถูก ดังนั้นก็ต้องมีการค้านกัน ก็อาจจะเป็นเรื่องที่สอง ที่สามที่ต้องว่ากันต่อ”

“ไทยสปริง” ที่ตั้งชื่อสอดคล้องกับปรากฏการณ์ “อาหรับสปริง” ในปี 2554 เรียกเสียงวิพากษ์จากอีกฝ่ายว่า ในซีกโลกอาหรับถือเป็นการประท้วงอำนาจฝ่ายเผด็จการที่ความไม่พอใจของประชาชนขยายตัวลุกลามเกือบ 20 ประเทศ แต่ขณะที่ “ไทยสปริง” กลับประท้วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กรณีนี้ แก้วสรร ยังคงเชื่อและยืนยันว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ผ่านการเลือกตั้งเป็น “เผด็จการเสียงข้างมาก” เพราะฉะนั้นถือว่า “ไทยสปริง” สู้กับอำนาจเผด็จการในไทย

“คนไทยก็เลือกเอาแล้วกันว่าคุณจะเลือกการปกครองแบบไหน แบบหนึ่งถือว่ามาจากเสียงข้างมาก ชนะการเลือกตั้ง สามารถทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่มีความถูกต้อง ศาลกูก็ไล่ได้ กระทืบได้ กฎหมายกูก็เขียนมาเพื่อนิรโทษคดีคอร์รัปชั่นให้นายกูก็ได้ วางเพลิงกลางบ้านกลางเมืองกูก็ออกกฎหมายนิรโทษให้ได้ ถ้าคุณคิดว่าทุกอย่างทำได้ทั้งสิ้นขอแค่มีเสียงข้างมาก คุณก็อยู่ข้างทักษิณไปแล้วกัน

... แต่ถ้าคุณคิดว่าไม่ใช่ ต่อให้มีเสียงข้างมากมาจากการเลือกตั้งก็ไม่ควรใช้อำนาจเกินกรอบที่มอบให้ มีถูกมีผิด ต้องยอมถูกตรวจสอบ ศาลก็อย่าไปยุ่ง ถ้าคิดว่าการปกครองที่ถูกเป็นแบบนั้น ผมกับ อาจารย์วสิษฐ ก็ยืนอยู่ตรงนี้ ส่วนใครจะใช้คำว่าเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ เป็นแค่คำไม่ต้องมาเถียงกัน เอาแค่เลือกการปกครองแบบไหน เสียงข้างมากทำได้ทุกอย่าง หรือเป็นเสียงข้างมากแต่ต้องอยู่ใต้กฎหมาย คุณเลือกเอาแล้วกันจะอยู่ข้างไหน"

ในจดหมายล่ารายชื่อระบุว่า “การเลือกตั้งของไทยเป็นการลงทะเบียนเพื่อรับรองอำนาจเผด็จการ” ตกลงอาจารย์มีจุดยืนอย่างไรต่อการเลือกตั้ง แก้วสรร ตอบมาว่า “แน่นอนว่าการเลือกตั้งยังคงมี แต่ในเมื่อได้อำนาจจากการเลือกตั้ง ได้อำนาจเบ็ดเสร็จแล้วทำอะไรก็ได้ ศาลก็จะรื้อ องค์กรอิสระก็จะปฏิเสธ วุฒิสภาก็จะแทรกแซง การเลือกตั้ง ก็เป็นเพียงการรับรองอำนาจเผด็จการเท่านั้น

...ประชาธิปไตยมันต้องมีการเลือกตั้งอันนี้ไม่เถียง แต่มันมีแต่การเลือกตั้งไม่ได้ มันต้องมีองค์ประกอบทางกฎหมายเพื่อตรวจสอบ ตรวจทาน แต่สิ่งนี้คือสิ่งที่ระบอบทักษิณทำลาย ซึ่งเราปฏิเสธและเราไม่เห็นด้วย”

อดีตกรรมการ คตส.ผู้นี้บอกด้วยว่า “รัฐบาลนี้จะอยู่ครบเทอมหรือไม่ไม่รู้ ถ้าอยู่ไปตามหน้าที่ก็อยู่ได้นานไม่มีใครเขาว่า ข้าวของแพง จำนำข้าวใครจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ค่อยไปว่ากันตอนเลือกตั้ง แต่ถ้าคุณมายุ่งเอาอำนาจรัฐมาช่วยพรรคพวกตัวเองก็เป็นเรื่อง...” แก้วสรร ฝากทิ้งท้าย

"ไทยสปริง"เครือข่ายไซเบอร์ต้านรัฐบาล

แก้รธน.กลืนสว.คุมองค์กรอิสระ

ในภาวะที่ ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ และ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กำลังอุ่นเครื่องรอเข้าสู่การพิจารณาสมัยประชุมหน้า การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในชั้นคณะกรรมาธิการมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง คุกรุ่นเตรียมรับแรงต้านในฤดูกาลเปิดประชุมสภาเช่นกัน   

ในฐานะอดีตสมาชิกวุฒิสภา กทม.แก้วสรร พุ่งเป้าไปที่ การแก้มาตราที่มาของ สว.สลายขั้ว สว.สรรหา นำมาสู่การเลือกตั้ง สว.ทั้งหมด 200 คนว่า เป็นเกมกระดานที่เตรียมผูกขาดอำนาจสภาสูง นำมาสู่การทำลายระบบตรวจสอบทั้งหมด

“เราสร้างองค์กรอิสระขึ้นมา โดยมีที่มาจากวุฒิสภา พยายามให้วุฒิเป็นอิสระจากการเมือง เเต่คุณกลับแก้ลากมันไปเป็นการเมือง ดังนั้นองค์กรอิสระมันก็หมดความหมายไปด้วย สมัยผมเป็น สว.พอซื้อ สว.ได้ก็หมดกัน ตอนนั้นทั้ง ปปช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) สั่งได้หมดก็ฉิบหายแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญสั่งได้อีกก็ยิ่งชิบหาย การเเก้รัฐธรรมนูญจึงเป็นการพยายามทำลายการตรวจสอบให้มันอยู่ภายใต้การเมือง ให้นักการเมืองไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบ ทั้งหมดที่เขาแก้ก็เพื่อทำลายการตรวจสอบทั้งนั้น

...ถ้าคุณกลืน สว.ได้มันก็หมดแล้ว ไม่ต้องไปมีศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ปปช.หรอก เปลืองเงินเดือน ถ้า สว.เป็นพวกเขา ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระก็ตายสิ จะมีไว้ทำไม ดังนั้นมันต้องมีการตรวจทาน คุณบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญมาแทรกแซงอำนาจ มันไม่ใช่ ศาลเขามีไว้ตรวจสอบคุณ ถ้าไม่ตรวจสอบ ศาลก็ไม่ต้องมี

...ฉะนั้นเสียงข้างมากมันต้องอยู่ในที่ในทาง  ถ้าล้ำมาในแดนกฎหมาย ศาลต้องเป็นคนชี้  ถ้าบอกว่าเสียงข้างมากทำได้ทุกอย่างมันก็เป็นปัญหาหมด ถ้าอย่างนั้นก็เขียนกฎหมายมาตราเดียวในรัฐธรรมนูญ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งสามารถทำได้ทุกอย่าง มาตราเดียวก็พอ”

"อย่าปรองดอง"บนกองศพ

ปัจจัยสร้างเเรงรุมเร้าต่อรัฐบาลเวลานี้ไม่ได้มีเพียงศึกนอกอย่างแนวรบ “กลุ่มไทยสปริง” แต่ศึกในที่จากแนวร่วมเดียวกันอย่างกลุ่ม “แดงอิสระ” เริ่มส่งสัญญาณไม่พอใจรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย จากกรณีเสนอโมเดล “นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” ตามเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ฉบับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

สุดา รังกุพันธุ์ แกนนำกลุ่มแดงอิสระเคลื่อนไหวในนามแนวร่วม 29 มกรา ปลดปล่อยนักโทษการเมือง ย้ำจุดยืนเดิมว่า ขอต่อต้านการนิรโทษกรรมเจ้าหน้าที่ทั้งระดับปฏิบัติการและผู้สั่งการ เพราะไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียชีวิต และหากปล่อยให้มีการนิรโทษผู้สั่งฆ่าเท่ากับสังคมลืมกระบวนการค้นหาความจริงของความตาย 98 ศพ ที่เป็นสิ่งที่ญาติผู้เสียชีวิตเฝ้ารอจวบจนทุกวันนี้

"ไทยสปริง"เครือข่ายไซเบอร์ต้านรัฐบาล สุดา

“การเสนอแนวทางปรองดองแบบเหมาเข่งมันล้มเหลวตั้งแต่ครั้งที่ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เข้าสภา เเนวคิดมันถูกต่อต้านทั้งในและนอกสภา จึงนำมาสู่ข้อเสนอว่า หากฝ่ายการเมืองยังมีความขัดแย้งก็ควรที่จะนิรโทษนักโทษการเมืองที่เป็นประชาชน ชาวบ้าน คนยากคนจนก่อน ซึ่งเป็นคนที่ไร้อำนาจทางการเมือง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้อำนาจไม่ว่าในอดีตหรือในอนาคต ให้คนเหล่านี้ได้ออกจากวิกฤตเป็นกลุ่มแรก เพราะแกนนำหรือนักการเมืองที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาร้ายแรงได้รับสิทธิประกันตัวแทบทั้งหมด แต่ประชาชนเหล่านี้ไม่ได้รับ”

สุดา มองว่า แรงต้านของร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ของ ร.ต.อ.เฉลิม ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของ วรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่มีเนื้อหานิรโทษกรรมประชาชนเป็นกลุ่มแรก แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับรองนายกฯ จะทำให้สังคมลืมกระบวนการค้นหาความจริงว่าใครเป็น|ต้นเหตุ สั่งการ เเละลงมือสังหารประชาชนในเหตุการณ์ 19 พฤษภา 53

“การนิรโทษให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งระดับปฏิบัติการและสายบังคับบัญชาไม่ต้องเข้าถูกดำเนินคดี ผิดแนวทางการแก้ไขความขัดแย้งตามหลักสากล เพราะความยุติธรรมหรือความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการทำให้ความจริงปรากฏก่อน เหมือนแอฟริกาใต้ที่ประสบความสำเร็จนำประเทศออกจากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างผิวสี แต่ร่างปรองดองฉบับนี้กำลังลบล้างข้อเท็จจริงที่รัฐกระทำต่อประชาชน เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี ไม่ต้องขึ้นศาล ไม่ต้องถูกซักถามเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติการ และเหตุผลที่ว่าเหตุใดจึงใช้อาวุธสงครามร้ายแรงยิงเข้าใส่ประชาชนมือเปล่า

...อลิซาเบ็ธ โพเลนจ์กี้ (น้องสาวฟาบิโอ โพเลนจ์กี้ ช่างภาพชาวอิตาเลียนเสียชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุม) เธอมีความมุ่งมั่นอย่างมากในการนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เขาบอกว่าต้องการเจอคนที่ลงมือปฏิบัติการ ยิงกระสุนใส่พี่ชายเขา เขาต้องการสิ่งเดียวคือจะถามว่ายิงพี่เขาทำไม พี่เขาเป็นชาวต่างชาติ เป็นสื่อมวลชน มีกล้องอยู่กับตัว เขาต้องการถามแค่นั้น แล้วหากมีการนิรโทษหมด เราไม่ได้ตัวผู้ปฏิบัติการเหล่านี้มา เราจะเอาอะไรไปตอบคำถามญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 98 ศพ”

แม้ข้อเสนอล้างกระดานนิรโทษกรรมทุกฝ่ายจะขาดหลักมโนสำนึกกับญาติผู้เสียชีวิต ขณะเดียวกันร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ฉบับนี้ได้ผ่านการลงนามเห็นชอบโดย 163 สส.พรรคเพื่อไทย พรรคที่มวลชนคนเสื้อแดงลงคะแนนเสียงให้ด้วยความวาดหวังว่ารัฐบาลจะตามหาผู้รับผิดชอบจากการสังหารหมู่กลางกรุง

“ผู้แทนต้องมีความหนักแน่น อยู่บนหลักการที่มั่นคง เราเองไม่ได้คาดหวังว่า สส.ทุกคนต้องเป็นบุคคลในอุดมคติสำหรับฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ได้คาดหวังว่า สส.ทุกคนต้องเป็นนักประชาธิปไตย แต่อย่างน้อยที่สุดคุณต้องสัมผัสรับรู้ได้ถึงข้อเรียกร้องและความต้องการของประชาชน

19 พฤษภา ที่ผ่านมามันมีการยืนยันหนักแน่นจากประชาชนเรือนแสนที่มาร่วมชุมนุม ทุกจุด ทุกพื้นที่ ทุกเวที ต่างเห็นร่วมกันให้นิรโทษกรรมพี่น้องประชาชนและดำเนินคดีกับผู้ปฏิบัติการและผู้สั่งการฆ่า แต่ สส.ทั้งหลายเข้าใจว่าคุณไปลงนามไว้ก่อนวันที่ 19 จึงไม่ได้ยินเสียงโห่ร้องของประชาชนว่าคืออะไร

หากคุณคิดว่าแนวทางของร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ที่นิรโทษเหมาเข่งจะเป็นการสานผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มอำนาจได้ดีกว่าการทำประโยชน์ให้ประชาชน คุณต้องคิดใหม่ เพราะนั่นเป็นรูปแบบเก่าๆ ในยุคที่ประชาชนไม่มีความตื่นตัวทางการเมือง สภาผู้แทนราษฎรตอนนี้เป็นสภาที่มาจากประชาชน มาจากการเสียสละชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนที่พวกเขาเรียกร้องให้มีการยุบสภา แต่หากคุณนิรโทษเจ้าหน้าที่ ผู้สั่งการ ก็เท่ากับคุณลืมชีวิตประชาชนที่เสียไป”

กังวลเกมการเมืองแบบ วิน-วินทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาลแล้วก้าวข้ามประชาชนไหม? สุดา ตอบชัดถ้อยชัดคำว่า “ไม่กังวล เป็นธรรมดาที่ผู้ที่อยู่ในศูนย์กลางอำนาจ และประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางอำนาจย่อมมองต่างกัน สำหรับประชาชนไม่มีอะไรตีบตัน แค่ขอให้อยู่บนหลักที่ถูกต้อง

...แน่นอนว่าประชาชนเติบโตขึ้นมายิ่งกว่าที่แกนนำระดับบนจะก้าวข้ามได้ เหมือน You created a monster คือ คุณได้สร้างให้เขามีพลังเองแล้วด้วยการอ้างหลักประชาธิปไตย ถึงแม้จะมีคนสวมเสื้อคลุมประชาธิปไตย แต่เนื้อในยังไม่ใช่ แล้วคนเหล่านี้พร้อมที่จะเกี้ยเซียะโดยลืมหลักการหรือแม้กระทั่งไม่มีหลักการอยู่แต่เดิมจริงก็ตาม แต่ในส่วนประชาชนเขามีความจริงใจเชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นหลักการที่ช่วยประชาชนหลุดจากการถูกกดขี่ข่มเหง และมีสิทธิจะได้รับสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาคได้ เขาจึงเรียนรู้ประชาธิปไตยจนสายเกินไปที่ใครจะเอาเขากลับคืนไปเป็นคนเชื่องๆ ที่คุณสามารถจะจูงได้อีกเเล้ว

ถึงแม้ขณะนี้ความคืบหน้าของการเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง จะอยู่ระหว่างการรอบรรจุระเบียบวาระหลังเสนอต่อประธานสภา เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา และเตรียมเข้าสู่การพิจารณาสมัยประชุมหน้าเดือน ส.ค. แกนนำนักวิชาการเสื้อแดงรายนี้ ย้ำว่า หากผู้แทนประชาชนมีความจริงใจ ควรเปิดทางให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชนผ่านสภาจนสำเร็จลุล่วง และชะลอการเสนอร่างพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง

“ความสับสนในเรื่องแนวทางของการปรองดองและการนิรโทษกรรมมีปัญหา เราจึงไม่อยากเห็นการเสนอกฎหมายที่มีเนื้อหาเหลื่อมซ้อนกันในเวลาที่มีความใกล้เคียงกัน เพราะอาจทำให้เกิดความหวาดระแวงในหลายฝ่ายและทำให้การปลดปล่อยนักโทษการเมืองใช้เวลามากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ของ สส.วรชัย ยืนอยู่เป็นวาระแรกของการประชุมสมัยหน้า สส.กลุ่มอื่นของ ร.ต.อ.เฉลิม ควรให้ชะลอและรอให้กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้เข้าสู่วาระจนเป็นที่ไร้ข้อกังวลของพี่น้องประชาชน

...เมื่อเปิดประชุมสภา ทางกลุ่ม 29 มกรา และกลุ่มปฏิญญาหน้าศาลจะไปยืนยันที่รัฐสภาด้วยตัวเองเพื่อสนับสนุนการนิรโทษกรรมให้กับประชาชนในวันที่ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ สส.วรชัย เข้าสู่การพิจารณา เพราะฉะนั้นเชื่อว่าหากมีการดึงดันที่จะเอาร่าง พ.ร.บ.ฉบับอื่นที่เป็นปัญหาเข้าสู่สภา เชื่อว่าจะมีพี่น้องประชาชนเข้ามาให้การสนับสนุนการคัดค้าน พ.ร.บ.ตัวนี้มากขึ้นกว่าที่เราคิด”

ในฐานะแกนนำกลุ่ม “แดงอิสระ” ที่เคยขนมวลชนบุกทำเนียบสร้างปรากฏการณ์ “แดงตรวจสอบเพื่อไทย” จะได้เห็นการเคลื่อนไหวใหญ่เพื่อต่อต้านร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ที่นิรโทษกรรมทุกฝ่ายหรือไม่ สุดา ตอบว่า ขณะนี้ต้องรอดูสถานการณ์ความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมเมื่อเปิดประชุมสภา ประกอบด้วยการเมืองมีหลายขั้ว หลายกลุ่ม เชื่อว่าไม่ใช่มีเพียงเสื้อเเดงกลุ่มเดียวที่คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

“เเต่หากถึงจุดที่สถานการณ์เลวร้ายลง นำไปสู่การเกี้ยเซียะของฝ่ายการเมือง และทำให้ประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรม อาจได้เห็นมวลชนที่ยิ่งใหญ่กว่าวันที่ 29 มกรา...” เธอส่งเสียงเตือนถึงรัฐบาลเเละพรรคการเมืองที่คนเสื้อเเดงเลือกตั้งมากับมือ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI