
ห่วงบ้าน ห่วงเมือง
เมื่อค่ำวันพุธที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ในการพบปะกันของคณะอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุด พ.ศ. 2549-2550 (หรือที่เรียกล้อๆ กันเล่นว่า ชุด คมช., หรือชุดปัสสาวะไม่เสร็จ)
เมื่อค่ำวันพุธที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ในการพบปะกันของคณะอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุด พ.ศ. 2549-2550 (หรือที่เรียกล้อๆ กันเล่นว่า ชุด คมช., หรือชุดปัสสาวะไม่เสร็จ) ซึ่งมีคนมาร่วมมากมายกว่าทุกครั้งราว 60 คน ที่อาจจะเป็นเพราะสถานที่นัดพบนั้นสนุกสนานเป็นกันเองยิ่งนัก โดยใช้สถานดื่มกินของอดีตสมาชิก สนช.ท่านหนึ่งคือคุณเสถียร เศรษฐสิทธิ์ ที่อยู่รับเพื่อนๆ สมาชิกตั้งแต่หัวค่ำจนเกือบตีหนึ่ง
ในงานนี้มีการกล่าวสปีก (เป็นภาษาไทยและไม่มีการสาวไส้คนไทยให้คนทั้งหลายกิน) โดยผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน แต่ที่โดดเด่นที่สุดดูเหมือนจะเป็นสปีก (ที่จริงเป็นการเชิญขึ้นมาเล่าเรื่องปลอบประโลมใจและให้โอวาทแบบกันเอง ไม่ใช่การพูดที่เป็นทางการแบบที่ตั้งใจเขียนมาปกป้องร้องเรียนในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น) ของท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ แม้จะพูดด้วยเนื้อหาที่เบาๆ และมีอารมณ์ขันสอดแทรกอยู่ตลอด แต่ก็มีสาระที่สื่อถึงความห่วงใยบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่งอยู่ด้วย
ท่านเริ่มต้นด้วยเนื้อหาที่ว่า การเมืองไทยในทุกวันนี้เข้าใจยากเป็นอย่างยิ่ง เรื่องราวที่เกิดขึ้นและเป็นไปในทางการเมืองของไทยล้วนแต่เป็นเรื่องที่สร้างความงวยงงสงสัย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความแปลกใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่ท่านและคนรุ่นท่านไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อนในอดีต เช่น ท่านยกตัวอย่างว่า มีการลาออกของคนที่เป็น สส.อยู่แล้ว เพื่อไปสมัครเป็น สส.ใหม่อีกครั้ง (คงจะเป็นกรณีการเลือกตั้งซ่อมที่เขตดอนเมืองนั้นกระมัง) หรือความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกสภา ก็ไม่เข้าใจว่ามีที่มาจากสาเหตุอะไร และจะจบลงอย่างไร
ท่านออกเนื้อออกตัวว่า ปัญหาการเมืองในปัจจุบันก็ต้องให้คนรุ่นปัจจุบันนี้แก้ไข ท่านเองเป็นคนตกรุ่น และโดยอารมณ์ ณ วันนี้ก็ไม่สนใจที่จะทำอะไร (ในทางการเมือง) อีกแล้ว แล้วท่านก็หันมามองที่คนหนุ่มๆ อย่างคุณภัทระ คำพิทักษ์ และผู้เขียน (ก็ดูจะหนุ่มมากๆ กว่าท่านอื่นที่ร่วมอยู่ในคืนนั้น) พร้อมพูดว่า “อย่างพวกคุณนี่แหละ” ระหว่างนั้นมีคนถามขึ้นว่ารัฐบาลนี้จะอยู่รอดหรือไม่ ความวุ่นวายทางการเมืองจะรุนแรงหรือไม่ ซึ่งท่านก็ตอบย้อนในคำถามหลังก่อนว่า หวังว่าจะไม่มีความรุนแรง แต่ก็มีชนวนที่อาจจะนำมาสู่ความรุนแรงอยู่มาก อย่างที่เราๆ ทราบกันอยู่ เช่น การเสนอกฎหมายประหลาดๆ ที่คนบางกลุ่มกำลังดำเนินการอยู่ รวมทั้งกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาผู้ที่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านเชื่อว่าจะต้องมีผลออกมาที่น่าตื่นเต้นแน่นอน
ส่วนเรื่องความอยู่รอดของรัฐบาล ท่านก็ตอบว่าก็อยากให้รัฐบาลอยู่รอด แต่ก็อยากให้ประเทศชาติอยู่รอดมากกว่า คนที่ตีความได้เร็วก็ฮาครืนขึ้นมา โดยที่ท่านได้หยอดต่อท้ายว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้น่ะสุดยอดอยู่แล้ว เพราะคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากนายกฯ คนนี้ดูไปแล้วน่ากลัว (ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าท่านอาจารย์มีชัยใช้ข้อความว่า “น่ากลัว” หรือ “น่าห่วง”) กว่าคุณยิ่งลักษณ์ทุกคน (เสียงฮาครืนดังขึ้นเป็น 2 เท่า) โดยมีคนตะโกนถามแทรกขึ้นว่า “ผู้หญิงหรือผู้ชาย” ซึ่งท่านไม่ได้ตอบ แต่มีเสียงตอบตามลมมาไกลๆ ว่า “ทั้งสองคนนั่นแหละ”
ที่จริงงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการเลิกราวๆ 4 ทุ่ม แต่ท่านอาจารย์มีชัยก็ยังกรุณานั่งพูดคุยต่ออีกจนข้ามวันไปเกือบชั่วโมง กลุ่มผู้ฟังในช่วงนี้แรกๆ ก็มีราว 20 คน แต่ตอนท้ายก็เหลืออยู่ราวครึ่งเดียว อย่างไรก็ตามไม่ใช่ท่านจะพูดเพียงคนเดียว แต่ก็มีการร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนและฟังความเห็นของผู้ร่วมสนทนาคนอื่นๆ ด้วย ซึ่งบางท่านมีความห่วงใยว่าน่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นในบ้านเมือง อย่างเร็วที่สุดก็คือภายในเดือน 2 เดือนนี้ หรืออย่างช้าก็ราวๆ เดือน ส.ค.ปีนี้ไปจนถึงสิ้นปีนี้ โดยเหตุร้ายที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดจากฟากประชาชนที่อาจจะออกมาปะทะกัน เนื่องด้วยจะมีการ “ปั่นหัว” ประชาชนที่อยู่คนละฝ่ายนั้นออกมาฆ่าฟันกัน ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสงครามครั้งสุดท้าย “The Last War” ซึ่งฟังดูสุดสยองเป็นอย่างยิ่ง
ผู้เขียนอยู่ในฝ่ายมองโลกในแง่ดี จึงไม่ค่อยจะเชื่อว่าเหตุการณ์จะรุนแรงไปจนถึงเพียงนั้น แต่ก็ทำได้เพียงแค่โต้เถียงอยู่ในใจ (เพราะโบราณว่าผู้ใหญ่คุยกัน เด็กๆ ควรนั่งฟังเงียบๆ ให้เรียบร้อย) ด้วยเหตุผลที่สั่งสมอยู่ในใจมานานแล้ว 2 ข้อ คือ ข้อแรก เท่าที่ดูการดำเนินการของม็อบในระยะหลายๆ ปีที่ผ่านมานี้ (ตีเสียว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2548 ที่ม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาขับไล่ทักษิณ เรื่อยมาจนถึงม็อบระลึก 3 ปี 19 พ.ค. 2553 ที่จัดขึ้นบริเวณแยกราชประสงค์เมื่อวันอาทิตย์ก่อนหน้านี้นั่นแหละ) มีแต่จะเบาลงหรือดูระมัดระวังมากขึ้น ที่อาจจะเป็นเพราะแกนนำร่อยหรอ (รอติดคุก) หรือมวลชนเองก็แตกกันเป็นหลายก๊ก อีกข้อหนึ่ง โดยนิสัยสันดานของคนไทยแล้วก็เป็นคนมีเมตตากรุณา ไม่ชอบความรุนแรง มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความเป็นมิตร ล้วนแต่นับถือกันเป็นญาติ จึงอาจจะไม่มีสงครามรุนแรงอย่างที่กลัวกันนั้น
บางคนหันมาเปรยๆ กับผู้เขียนว่า ถ้าท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังมีชีวิตอยู่ ท่านน่าจะมีทางออกในเรื่องนี้ให้แก่สังคมไทยได้ อย่างที่สื่อมวลชนในยุคก่อนหน้านี้เวลาที่เกิดวิกฤตต่างๆ ก็จะวิ่งเข้าสู่บ้านสวนพลูเพื่อไปสัมภาษณ์ท่าน หรือไม่ก็คอยติดตามอ่านคอลัมน์ของท่านในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ที่เป็นเสมือน “ปรอทวัดอุณหภูมิการเมือง” หรือ “เข็มทิศทางการเมือง” ว่าการเมืองไทยจะเป็นไปอย่างไรในทิศทางใด ซึ่งมักจะไม่ผิดพลาดหรือมีความใกล้เคียงอย่างน่าอัศจรรย์ อย่างที่สื่อมวลชนตั้งฉายาท่านว่า “ซือแป๋แห่งซอยสวนพลู”
ความแม่นยำในการทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองน่าจะมาจากการที่ท่านมี “วิสัยปราชญ์” หรือ “แนวทางชีวิตของผู้รู้หรือคนฉลาด” คือ ประการแรก ท่านเป็นคนที่สนใจใฝ่รู้และช่างคิดช่างถาม ถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็คือเป็นคนช่างสังเกต หรือถ้าเป็นนักวิชาการก็คือคนที่ช่างสำรวจวิจัย ชอบค้นคว้าและพิสูจน์ จนกว่าจะได้คำตอบหรือค้นพบความจริง ประการต่อมา เป็นคนที่มีแหล่งข้อมูลมาก ทั้งข้อมูลจากปากของบุคคลที่วิ่งเข้าออกไปมาหาสู่ท่านวันหนึ่งๆ เป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้รู้หรือเป็นปราชญ์ด้วยกัน หรือไม่ก็อยู่ “วงใน” ที่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกอย่างที่บุคคลอื่นไม่มี และประการสุดท้าย การคิดวิเคราะห์และตัดสินใจด้วยกรอบความคิดที่ถูกต้อง เช่น เมื่อจะวิเคราะห์เรื่องของคนไทย ก็จะต้องนำความจริงต่างๆ ในสังคมไทยเป็นที่ตั้ง เพื่อให้เข้าใจนิสัยสันดานของคนไทย แล้วก็จะวินิจฉัยออกมาได้ใกล้เคียง เช่นเดียวกันกับที่ท่านมองการเมืองได้เฉียบคม ก็เพราะท่านรู้นิสัยสันดานของนักการเมืองไทย อย่างที่ท่านใช้คำว่า “รู้ถึงโคตรเหง้าศักราช” หรืออย่างที่สำนวนไทยบอกว่า “รู้ไส้รู้พุง” นั่นเอง
ย้อนกลับมาที่ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ตัวท่านเองก็เคยออกตัวว่าไม่ขอเทียบชั้นกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ และในความคิดของผู้เขียนก็คิดว่า 2 ท่านนี้เก่งไปคนละอย่าง ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นมีบุคลิกภาพแบบ “พหูสูต” (แปลตามบาลี ก็คือ “ผู้ฟังมาก” พหุ = มาก สูต หรือ สุตะ = การฟัง) แม้แต่ตัวท่านเองก็บอกว่าที่ท่านรู้มากนั้น ก็เพราะท่านทำตัวเป็น “กระสอบใส่ความรู้” เจออะไรที่ไหนใครมาบอกอะไรก็เก็บใส่กระสอบนี้ท่าเดียว ส่วนท่านอาจารย์มีชัยน่าจะเป็นคนแบบที่เรียกว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” คือทำมามาก มีประสบการณ์มาก จึงรู้มาก ซึ่งถ้าไปดูประวัติของท่านก็จะเห็นว่าท่านเป็น “มือกฎหมาย” ให้แก่รัฐบาลมาตั้งแต่หนุ่มๆ และมีตำแหน่งทางการเมืองมามากมาย โดยเฉพาะรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านกฎหมายให้แก่รัฐบาล
ในความคิดของผู้เขียน ผู้หลักผู้ใหญ่ขนาดนี้ถ้าไม่รักชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ก็คงไม่มาเสียสละทุ่มเทความเป็นส่วนตัวและชีวิตครอบครัวเพื่อมาทำงานที่น่ากลัวและเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางเช่นว่านี้หรอก เช่น การที่ต้องไปเขียนแถลงการณ์และร่างกฎหมายต่างๆ ให้คณะปฏิวัติ
ถ้าไม่เขียนเขา (ทหาร) ก็ไม่ให้กลับบ้านได้ไปเห็นหน้าลูกเมียอีกเลย!







