posttoday
ไทยสปริง เครื่อข่ายไซเบอร์ต้านรัฐบาล

ไทยสปริง เครื่อข่ายไซเบอร์ต้านรัฐบาล

26 พฤษภาคม 2556

ผ่านสารพัดม็อบการเมืองที่จ้องล้มรัฐบาล ทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มเสื้อหลากสี ม็อบสายล่อฟ้า รวมถึงม็อบองค์การพิทักษ์สยามนำโดย เสธ.อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์

โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

ผ่านสารพัดม็อบการเมืองที่จ้องล้มรัฐบาล ทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มเสื้อหลากสี ม็อบสายล่อฟ้า รวมถึงม็อบองค์การพิทักษ์สยามนำโดย เสธ.อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ปีนี้รูปแบบขบวนการปรับเปลี่ยนใบหน้าเป็นปรากฏการณ์ “ไทยสปริง” ขีดเส้นภารกิจหลักหาแนวร่วมในโลกไซเบอร์ถล่มรัฐบาล

ปรากฏการณ์ “ไทยสปริง” นำทัพโดย แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำและอดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ล่าสุดเพจไทยสปริงมีผู้ชุมนุมทางออนไลน์กว่า 3 หมื่นคน ตั้งเป้าแรกที่การล่ารายชื่อต่อต้านปาฐกถาของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่อูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ก่อนจะรวบรวมลิสต์ส่งไปยังสมาชิกประชาคมประชาธิปไตย 106 ประเทศ รวมถึงคณะทูตประจำประเทศไทย

“แก้วสรร” ให้สัมภาษณ์กับ “โพสต์ทูเดย์” อธิบายความถึงปรากฏการณ์ “ไทยสปริง” ว่า เป็นขบวนการที่รวบรวมความเห็นพ้องในโซเชียลมีเดียโดยเน้นการดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว เป็นการ “เปลี่ยนพื้นที่” รองรับการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนที่อาจเป็นผู้ที่ต้องออกมาชุมนุมหรือไม่อยากออกมาชุมนุม ให้มารวมตัวในโลกไซเบอร์ เพื่อบรรลุจุดประสงค์ เป้าหมาย และภารกิจเดียวกัน

“หนึ่งคือมันไม่เหนื่อย ไม่จำเป็นต้องไปตากแดดตากฝน เอะอะอะไรก็ชุมนุมอย่างเดียว มันเปลืองมวลชน สองคือไม่ต้องมีแกนนำ ผมกับอาจารย์วสิษฐเป็นเพียงออร์แกไนเซอร์ที่เปิดเว็บเพจรวบรวมความเห็น หากประชาชนอยากมีส่วนร่วมก็เข้ามาได้ วันนี้มองว่าการชุมนุมควรจะทำเท่าที่จำเป็น แต่ในโซเชียลมีเดียมันมีช่องทางการเมืองให้ขยายตัวอีกมาก”

สำหรับสาเหตุที่ “ปาฐกถาปู” โดนล็อกเป้าถล่มเป็นเคสแรกนั้น แก้วสรร ชี้ว่า รับไม่ได้ที่ ยิ่งลักษณ์ นำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัว เขามองว่าเวทีเปิดให้พูดเรื่องประเทศไทย และประชาธิปไตย แต่นายกฯ กลับดึงเรื่องครอบครัวตัวเอง พร้อมทั้งพูดในลักษณะโดดเดี่ยวกระแสต้านให้กลายเป็นพวกเผด็จการ จึงจำเป็นต้องออกมาค้านอย่างถึงที่สุด

“ปาฐกถาของยิ่งลักษณ์มันสะท้อน มันเปลือยออกมาชัดเจนว่าขณะนี้เป็นการปกครองของครอบครัวชินวัตร เพื่อชินวัตร โดยชินวัตร ภาพหนึ่งของการปกครองเขาอาจมาจากการเลือกตั้ง มีความชอบธรรมในการเดินนโยบาย จะกู้ 2 ล้านล้าน โครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน หรือจำนำข้าว เขามีความชอบธรรม ถูกผิดตัดสินกันที่การเลือกตั้ง หากเราไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเขา ไปไล่เขาออก ก็ไม่ใช่ ทุกคนต้องรับกันตรงนี้ แต่เมื่อไหร่เขาล้ำเส้นเอาอำนาจที่ได้มาแสวงประโยชน์เพื่อครอบครัวของตัวเอง ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องสู้กัน จะข้างมากข้างน้อย เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งมันไม่สำคัญแล้ว

...พูดกันเลยตรงๆ ว่าเราไม่ยอมรับเขาเพราะเขาไม่มีความชอบธรรม ในส่วนการปกครองตามปกติก็ว่าไป แต่เขาหมดความชอบธรรมในสายตาเรา ถ้าเป็นพระก็อาบัติไปแล้ว เป็นแค่ชายหัวโล้นนุ่งผ้าเหลืองเท่านั้น เพราะฉะนั้นในสายตาของผมและอาจารย์วสิษฐ เราก็คุยกันว่าควรออกมา เหมือนกับวัดข้างบ้านเรามีเจ้าอาวาสนอนกับสีกา อย่างนี้ก็ยกมือไหว้ไม่ไหว ต้องคัดค้าน ไทยสปริงจึงต้องปฏิเสธการปกครองที่ไม่ชอบธรรมในสายตาของเรา”

แก้วสรร ยังย้ำว่า ภารกิจต้านปาฐกถายิ่งลักษณ์ ที่ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมนับหมื่นรายชื่อนั้น เป็นเพียง “ไทยสปริงแรก” เท่านั้น เขาบอกว่าหลังจากนี้หากพบว่านายกฯ หญิง ยังใช้ตำแหน่งทางการเมืองเอื้อประโยชน์ให้พี่ชายและครอบครัวอีก ประชาชนจะได้เห็นไทยสปริง 234 ตามมา

“ในอนาคตหากมีการกระทำในลักษณะอย่างนี้ มีผลกระทบต่อบ้านเมือง ย่อมเกิดเป็นไทยสปริง 234 ตามมาได้ ส่วนจะเป็นเรื่องใดอย่างไรก็อยู่ที่ทางเขาจะเดินหรือทำอะไรที่มันแสดงถึงความไม่ซื่อตรงต่อส่วนรวมอย่างไร เราก็ต้องแสดงออกมาคัดค้านเขาอย่างนั้น”

ถามว่าการเกิดไทยสปริง 234 ยึดปัจจัยอะไรเป็นหลัก? แก้วสรร ตอบสวนมาทันทีว่า “...ความทรยศ! ย้ำว่าหากเป็นเรื่องนโยบายแท้ๆ เราไม่ยุ่ง อย่างนโยบายจำนำข้าวของเขาที่เชื่อว่าเพิ่มค่าจ้าง เพิ่มพืชผล เงินก็จะหมุนสปริงขึ้นไปก็เป็นทฤษฎีที่เขาเชื่อ ถึงผมไม่เห็นด้วย แต่ก็เห็นว่าควรไปว่ากันในสภา แต่หากเป็นกรณีการทรยศต่อหน้าที่ ทรยศต่อความไว้วางใจ เอาตำแหน่งสาธารณะความเป็นนายกรัฐมนตรีไปกระทำการเพื่อส่วนตน พี่ชายและครอบครัวแบบนี้ก็ต้องออกมาสู้กัน

...เพราะเจตนามันชัดว่าเขากำลังจะแก้กฎหมายเพื่อเอาตัวพี่ชายเขากลับ เพื่อเอาครอบครัวเขากลับมา ช่วงเวลานั้นที่กำลังมีการไล่บี้ กระทืบศาล เขาก็ไปประชาคมประชาธิปไตยเพื่อความจงใจจะพูดสิ่งนี้ บอกว่าฉันนี่เป็นประชาธิปไตย ไอ้พวกไม่เห็นด้วยเป็นพวกเผด็จการ และยกตัวเองขึ้นมาในสายตาต่างชาติ แต่เราต้องการจะบอกว่านี่มันไม่ใช่เผด็จการ นี่ไม่ใช่ความจริง คุณเท่านั้นหรือที่มีสิทธิพูดถึงประเทศชาติ คนไทยพูดไม่ได้หรือว่า เฮ้ย! ต่างประเทศทั้งหลาย สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้พูดไม่จริง ประเทศผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทำไมผมจะพูดไม่ได้”

ย้ำชัดว่าความ “ทรยศ” เป็นเชื้อสำคัญให้เกิดไทยสปริงตามมาอีกระลอก เมื่อถามถึงโมเดล “นิรโทษยกเข่ง” ที่กำลังกลับมาอีกครั้งโดยการชักธงนำของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี แก้วสรร ย้ำว่า ถือเป็นการทรยศเช่นกัน และอาจได้เห็นไทยสปริง 2 ตามมาเพื่อต่อต้านร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติฉบับนี้

“ปรองดองแบบบิดเบือนอำนาจ เอาอำนาจนิติบัญญัติมาใช้เพื่อประโยชน์พวกพ้องและเจ้านายเท่านั้น นิรโทษกรรมคดีคอร์รัปชั่นแบบนี้ไม่เคยเห็น คุณเอาความชอบธรรมอะไรทางนิติบัญญัติมายกเลิกคำสั่งของศาล ใครจะผิดจะถูกมันตัดสินด้วยการยกมือหรือ มันไม่ใช่ มันตัดสินด้วยพยานหลักฐาน ด้วยกฎหมาย สภามายุ่งอะไร

...การเอาอำนาจมาบิดเบือนใช้เพื่อประโยชน์ของตน นี่ก็เป็นการทรยศอย่างหนึ่ง เราไม่ได้ให้อำนาจเขาไปทำแบบนี้ ไว้วางใจให้คุณไปสร้างบ้านสร้างเมือง เอาอำนาจไปสร้างกฎหมายที่ดี อนุมัติงบประมาณควบคุมให้มันดี แต่คุณกลับไม่เอา คุณกลับเอาอำนาจมาทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าทรยศแล้วจะเรียกว่าอะไร เรื่องนี้มีการพูดคุยกันแล้วบอกว่ามีคนไม่เห็นด้วย และเหตุผลมันชัดว่ามันไม่ถูก ดังนั้นก็ต้องมีการค้านกัน ก็อาจจะเป็นเรื่องที่สอง ที่สามที่ต้องว่ากันต่อ”

“ไทยสปริง” ที่ตั้งชื่อสอดคล้องกับปรากฏการณ์ “อาหรับสปริง” ในปี 2554 เรียกเสียงวิพากษ์จากอีกฝ่ายว่า ในซีกโลกอาหรับถือเป็นการประท้วงอำนาจฝ่ายเผด็จการที่ความไม่พอใจของประชาชนขยายตัวลุกลามเกือบ 20 ประเทศ แต่ขณะที่ “ไทยสปริง” กลับประท้วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กรณีนี้ แก้วสรร ยังคงเชื่อและยืนยันว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ผ่านการเลือกตั้งเป็น “เผด็จการเสียงข้างมาก” เพราะฉะนั้นถือว่า “ไทยสปริง” สู้กับอำนาจเผด็จการในไทย

“คนไทยก็เลือกเอาแล้วกันว่าคุณจะเลือกการปกครองแบบไหน แบบหนึ่งถือว่ามาจากเสียงข้างมาก ชนะการเลือกตั้ง สามารถทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่มีความถูกต้อง ศาลกูก็ไล่ได้ กระทืบได้ กฎหมายกูก็เขียนมาเพื่อนิรโทษคดีคอร์รัปชั่นให้นายกูก็ได้ วางเพลิงกลางบ้านกลางเมืองกูก็ออกกฎหมายนิรโทษให้ได้ ถ้าคุณคิดว่าทุกอย่างทำได้ทั้งสิ้นขอแค่มีเสียงข้างมาก คุณก็อยู่ข้างทักษิณไปแล้วกัน

... แต่ถ้าคุณคิดว่าไม่ใช่ ต่อให้มีเสียงข้างมากมาจากการเลือกตั้งก็ไม่ควรใช้อำนาจเกินกรอบที่มอบให้ มีถูกมีผิด ต้องยอมถูกตรวจสอบ ศาลก็อย่าไปยุ่ง ถ้าคิดว่าการปกครองที่ถูกเป็นแบบนั้น ผมกับ อาจารย์วสิษฐ ก็ยืนอยู่ตรงนี้ ส่วนใครจะใช้คำว่าเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ เป็นแค่คำไม่ต้องมาเถียงกัน เอาแค่เลือกการปกครองแบบไหน เสียงข้างมากทำได้ทุกอย่าง หรือเป็นเสียงข้างมากแต่ต้องอยู่ใต้กฎหมาย คุณเลือกเอาแล้วกันจะอยู่ข้างไหน”

ในจดหมายล่ารายชื่อระบุว่า “การเลือกตั้งของไทยเป็นการลงทะเบียนเพื่อรับรองอำนาจเผด็จการ” ตกลงอาจารย์มีจุดยืนอย่างไรต่อการเลือกตั้ง แก้วสรร ตอบมาว่า “แน่นอนว่าการเลือกตั้งยังคงมี แต่ในเมื่อได้อำนาจจากการเลือกตั้ง ได้อำนาจเบ็ดเสร็จแล้วทำอะไรก็ได้ ศาลก็จะรื้อ องค์กรอิสระก็จะปฏิเสธ วุฒิสภาก็จะแทรกแซง การเลือกตั้งก็เป็นเพียงการรับรองอำนาจเผด็จการเท่านั้น

...ประชาธิปไตยมันต้องมีการเลือกตั้งอันนี้ไม่เถียง แต่มันมีแต่การเลือกตั้งไม่ได้ มันต้องมีองค์ประกอบทางกฎหมายเพื่อตรวจสอบ ตรวจทาน แต่สิ่งนี้คือสิ่งที่ระบอบทักษิณทำลาย ซึ่งเราปฏิเสธและเราไม่เห็นด้วย”

อดีตกรรมการ คตส.ผู้นี้บอกด้วยว่า “รัฐบาลนี้จะอยู่ครบเทอมหรือไม่ไม่รู้ ถ้าอยู่ไปตามหน้าที่ก็อยู่ได้นานไม่มีใครเขาว่า ข้าวของแพง จำนำข้าวใครจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ค่อยไปว่ากันตอนเลือกตั้ง แต่ถ้าคุณมายุ่งเอาอำนาจรัฐมาช่วยพรรคพวกตัวเองก็เป็นเรื่อง...” แก้วสรร ฝากทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI