
ติดโซเชียลเน็ตเวิร์กซึมซับความรุนแรงไม่รู้ตัว
“โซเชียลเน็ตเวิร์ก” ตกเป็น “จำเลย” ของสังคมไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะเรื่องเพศ คำหยาบ และความรุนแรง
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
“โซเชียลเน็ตเวิร์ก” ตกเป็น “จำเลย” ของสังคมไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะเรื่องเพศ คำหยาบ และความรุนแรง โดยเฉพาะวันที่เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และยูทูบ เข้าถึงคนทุกวัยและทุกเวลา จนเวลาส่วนหนึ่งของชีวิตถูกใช้ไปกับการเช็กเสียงเหล่านี้ และเลี่ยงที่จะสื่อสารกลับไปไม่ได้
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ระบุว่า การติดโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างรุนแรงอาจส่งผลเสียใน 2 หัวข้อใหญ่ ได้แก่ การเสพติดเชิงพฤติกรรม ซึ่งจะส่งผลเสียทั้งร่างกายและจิตใจ นั่นคือไม่สามารถควบคุมการเล่นของตัวเองได้ ซึ่งอาจหนักข้อจนถึงขั้นเล่นโดยไม่รู้เวลา และทำให้เสียความสามารถในการทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันอย่างอื่น โดยในบางคนเล่นจนถึงดึกดื่นหรือรุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง ทำให้เมื่อตื่นมาวันรุ่งขึ้น ส่งผลเสียต่อการเรียน การทำงานจากอาการอ่อนเพลีย
ส่วนอีกข้อ ได้แก่ การทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เมื่อทุกคนในครอบครัวเสพติดมากไปจนไม่มีเวลาให้กันอย่างที่ควรจะเป็น จากเดิมที่ติดเฉพาะลูกหรือเด็กนั้น ปัจจุบันพ่อและแม่ก็ติดกันงอมแงมจนเกิดเป็นปัญหาครอบครัวตามมา ซึ่งอาจนำไปสู่การทะเลาะกัน และอาจเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวต่อไปได้
นอกจากนี้ “มิติทางสังคม” ก็น่าเป็นห่วง เนื่องจากโลกออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กหรือยูทูบนั้น ไม่ต้องใช้ตัวตนจริงในการสื่อสาร เมื่อเป็นตัวตนเสมือนก็ไม่จำเป็นต้องห่วงภาพลักษณ์ว่าจะส่งผลเสียอะไรกลับมามากนัก เพราะฉะนั้นการแสดงออกหลายครั้งจึงขาดความยับยั้งชั่งใจ ขณะเดียวกันการโพสต์อะไรก็ตามในเฟซบุ๊กเป็นรูปแบบของการสื่อสารออกสู่วงกว้างและกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากพิมพ์ข้อความโดยไม่ทันยั้งคิด ข้อความนั้นก็จะถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว
ประเด็นที่คุณหมอยงยุทธเห็นว่ามีการแสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรงที่สุด 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง “เพศ” และเรื่อง “การเมือง” จนหลายครั้งนำเอาพฤติกรรมที่อยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งหลายครั้งรุนแรงและหยาบคายออกไปใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ โดยไม่รู้ตัว ซึ่งอันตรายมาก และพบในผู้ใหญ่ไม่ต่างกับในเด็ก หรืออาจมากกว่าในเด็กด้วยซ้ำ
ส่วนวิธีการป้องกันนั้น นพ.ยงยุทธ บอกว่า อาจต้องขีดกรอบให้ “แอดมิน” ของแต่ละเพจกำหนดกฎ กติกา มารยาท เพื่อบริหารจัดการพฤติกรรมชั่ววูบนี้ให้มากขึ้น โดยลดเรื่องของการใช้คำหยาบและการแสดงความเกลียดชังให้มากที่สุด แม้จะรู้ว่าในโลกปัจจุบันไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้ได้ก็ตาม แต่หากได้เริ่มต้นหรือเข้มงวดบ้างก็ดี
ส่วนปัญหาในเด็กนั้น นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่เด็กและวัยรุ่นจะใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อพบปะพูดคุยกับเพื่อนนอกเหนือจากเวลาเรียน เพราะต้องไม่ลืมว่าวัยนี้เป็นวัยที่ “เพื่อน” มีความสำคัญมากที่สุด เพราะฉะนั้นโลกส่วนตัวหลังกลับจากโรงเรียน จึงไม่แปลกที่ยังอยากปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเหมือนเวลาปกติ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเมื่อเป็นเรื่องธรรมดาแล้วจะเปิดกว้างให้เด็กสามารถทำอะไรก็ได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่อันตรายเกี่ยวกับเรื่องเพศ ความรุนแรง หรือโลกอาชญากรรมในโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นยังคงมีจำนวนมากและง่ายต่อการเข้าถึง เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส เด็กก็สามารถเรียนรู้อีกหนึ่งโลกที่ไม่มีในโรงเรียนได้ง่ายมาก
ด้วยเหตุนี้ เด็กจึงควรต้องได้รับการดูแลจากครอบครัวอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องมีกลไกในการเฝ้าระวังเรื่อง “สื่อ” ให้เด็กรู้เท่าทันเช่นเดียวกัน เพราะหากปล่อยไปตามสภาพปัจจุบัน ก็ยากที่จะทำให้เด็กเรียนรู้เรื่องที่ดีมากกว่าเรื่องที่ไม่ดีในโลกออนไลน์ได้
“อันที่จริงเรามีกระบวนการที่เฝ้าระวังด้านสื่อในเด็กอยู่แล้ว ภายใต้การรวมตัวกันของสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว รวมถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่รวมตัวกันติดตามปรากฏการณ์ในสื่อออนไลน์ และพยายามเสริมเนื้อหาเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อสำหรับเด็กเข้าไปด้วย โดยเฉพาะในวัยที่เด็กมีแท็บเล็ตเป็นสื่อเพื่อการเรียนอย่างหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ยังต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาลในเรื่องของสังคม เด็ก และเยาวชน รวมถึงคุณภาพชีวิต หากทุ่มงบประมาณและทรัพยากร รวมถึงองค์ความรู้ด้านวิชาการเพื่อศึกษาสื่อที่เหมาะสมกับเด็กมากกว่านี้ จะทำให้ตามสังคมทัน และหลุดพ้นภาวะที่สื่อออนไลน์เข้ามาครอบงำเด็กและเยาวชนจนส่งผลเสียตามมาอย่างแน่นอน







