
พันธุ์พืชกับการเจรจาเปิดเสรีไทย-อียู
การเจรจาเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปแท้จริงได้เริ่มขึ้นแล้ว เพราะหากดูจากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะเห็นว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2555 เห็นชอบร่างกรอบการเจรจา FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป และรัฐสภาก็ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2556 เรียกว่ารัฐบาลทำถูกต้องกระบวนความตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
การเจรจาเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปแท้จริงได้เริ่มขึ้นแล้ว เพราะหากดูจากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะเห็นว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2555 เห็นชอบร่างกรอบการเจรจา FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป และรัฐสภาก็ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2556 เรียกว่ารัฐบาลทำถูกต้องกระบวนความตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
กรอบการเจรจาครอบคลุมเรื่องต่างๆ ถึง 17 เรื่อง เรียกว่าเป็นลักษณะ Comprehensive มีทั้งเรื่องเปิดตลาดสินค้าและบริการ เรื่องพิธีการทางศุลกากร การอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมไปถึงกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เรื่องการลงทุน การแข่งขัน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ความโปร่งใส ฯลฯ และที่น่าตกใจก็คือ กรอบนี้เน้นการเจรจาที่จะช่วยส่งเสริมกระบวนการเปิดเสรีการค้าใน WTO หรือที่เรียกกันว่า WTO Plus
ผู้เขียนขอเน้นไว้ตรงนี้ว่า กรอบที่ฝ่ายเจรจาของไทยขอผ่านคณะรัฐมนตรีและสภามานั้น ขอ WTO Plus มาด้วย ถ้าศูนย์วิจัยกสิกรไม่ได้พิมพ์ผิด และก็ไม่ทราบว่าผ่านสภามาได้อย่างไร
คำว่า WTO Plus หมายความว่า ในการเจรจากับอียูครั้งนี้ ไทยจะต้องมีการตกลงอะไรก็ตามที่มากกว่าหรือเกินกว่าที่ผูกพันไว้ในองค์การการค้าโลก หรือ WTO ซึ่งผู้เขียนไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับการที่ไทยผูกพันไว้ใน WTO แต่การเจรจาและผูกพันใน WTO ถือว่าไทยเสียเปรียบน้อยที่สุดหรือไม่เสียเลย เพราะเจรจาร่วมมือกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ จึงมีอำนาจการต่อรองและผลที่ได้ก็คุ้มค่า แต่การที่ไทยจะเจรจาเดี่ยวกับกลุ่มประเทศอียู แน่ใจหรือว่าจะมีอำนาจการต่อรองไปซัดกับเขาไหว ยังไงก็ขอให้ผลที่ได้จากการยอมรับ WTO Plus คุ้มค่าก็แล้วกัน
คราวนี้ขอกลับมาดูเรื่องพันธุ์พืชต่อ ผู้เขียนได้เขียนถึงอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV (The International Convention for the Protection of New Varieties of Plants) และพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ไปในฉบับที่แล้ว เพื่อปูพื้นให้เห็นว่าประเทศไทยมีอะไร และอียูเขาต้องการอะไร ข้อเสนอที่ยื่นต่ออาเซียนในคราวเจรจาเป็นกลุ่มระหว่างอาเซียนกับอียูเป็นอย่างไร แต่ของไทยเราเองผู้เขียนยังไม่ได้เขียนถึงเรื่องพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของไทยก็มีกำหนดไว้ และข้อเรียกร้องของอียูต่ออาเซียนก็คือ ให้เป็นสมาชิก UPOV 1991 หรือ พ.ศ. 2534 ก็พอดีหน้ากระดาษหมด เลยต้องขอต่อในคราวนี้แทน
เรื่องของพันธุ์พืชใหม่ก็มีหลักการสำคัญเดียวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาทั่วๆ ไป คือ ต้องมี “ความใหม่”
“ความใหม่” นี้หมายถึง ยังไม่มีการนำส่วนขยายพันธุ์มาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการขายหรือจำหน่ายด้วยประการใด ทั้งในและนอกราชอาณาจักร โดยนักปรับปรุงพันธุ์หรือด้วยความยินยอมของนักปรับปรุงพันธุ์เกินกว่า 1 ปี ก่อนวันยื่นขอจดทะเบียน นอกจากนี้ยังต้องมี “ลักษณะเฉพาะ” แตกต่างจากพันธุ์อื่นที่ปรากฏอยู่ในวันยื่นขอจดทะเบียน โดยความแตกต่างนั้นเกี่ยวข้องกับลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อการเพาะปลูก การบริโภค เภสัชกรรม การผลิต การแปรรูป
อย่างไรก็ตาม เรื่องของพันธุ์พืชจะต่างกับทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ ซึ่งเป็นวัตถุ สิ่งของ หรือกระบวนการผลิต จึงต้องมีลักษณะเฉพาะเงื่อนไขที่สำคัญประการหนึ่ง คือเรื่องของ “ความคงตัว” และ “ความสม่ำเสมอ”
ความคงตัวในที่นี้หมายถึง ต้องมีความคงตัวของลักษณะประจำพันธุ์ที่สามารถแสดงลักษณะประจำพันธุ์ได้ทุกครั้งของการผลิตส่วนขยายพันธุ์พืชนั้น เมื่อขยายพันธุ์ด้วยวิธีทั่วไปสำหรับพันธุ์พืชนั้น ส่วน “ความสม่ำเสมอ” ก็คือ มีความสม่ำเสมอของลักษณะประจำพันธุ์ทางด้านสัณฐานวิทยา สรีรวิทยา หรือคุณสมบัติอื่น ที่เป็นผลเนื่องมาจากการแสดงออกของสภาพทางพันธุกรรมที่จำเพาะต่อพันธุ์พืชนั้น
พันธุ์พืชใหม่ถ้ามีคุณสมบัติข้างต้นก็สามารถจดทะเบียนได้ และจะมีระยะเวลาการคุ้มครองที่ต่างกันออกไป คือ
12 ปี สำหรับพืชที่ให้ผลผลิตภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี
17 ปี สำหรับพืชที่ให้ผลผลิตภายในเวลาเกินกว่า 2 ปี
27 ปี สำหรับพืชที่ใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้
โดยผู้ทรงสิทธิมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิต ขาย จำหน่าย ส่งออก หรือมีไว้เพื่อการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์พืชใหม่
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV ไม่ว่าจะ UPOV ค.ศ. ไหน สำหรับ ค.ศ. 1961, 1972 และ 1978 นั้น แน่นอนว่าไทยยังเป็นสมาชิกไม่ทัน เพราะไทยเพิ่งมามีพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 หรือ ค.ศ. 1999 นี่เอง แม้ UPOV ล่าสุดก็ปี ค.ศ. 1991 ซึ่งเป็นฉบับที่อียูเรียกร้องให้อาเซียนเข้าเป็นสมาชิก ซึ่ง UPOV 1991 มีประเด็นสำคัญต้องพิจารณา คือ ต้องให้ความคุ้มครองทุกสายพันธุ์ในโลกที่มีการจดทะเบียน และหากมีการขยายพันธุ์จากสายพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองอยู่แล้วโดยไม่ได้รับอนุญาต จะถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ (EDV–Especially Derived Variety) จึงต้องดูให้ดีว่าไทยพร้อมหรือไม่ แต่ผู้เขียนก็อุ่นใจอยู่หน่อยที่ได้ทราบว่า มีการตั้งคณะกรรมการและอนุกรรมการที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องนี้มาช่วยพิจารณา ก็คงต้องติดตามกันต่อไป







