
แข็งกร้าว
ความเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เมื่อนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ขึ้นดำรงตำแหน่งประเทศญี่ปุ่นนั้นเห็นได้ชัดเจนทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวขึ้นจนน่ากลัวผิดกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนก่อนๆ หน้านี้
ความเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เมื่อนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ขึ้นดำรงตำแหน่งประเทศญี่ปุ่นนั้นเห็นได้ชัดเจนทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวขึ้นจนน่ากลัวผิดกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนก่อนๆ หน้านี้
แน่นอนว่าในนโยบายเศรษฐกิจ อาเบะมีนโยบายชัดเจนที่จะแก้ไขปัญหาเงินฝืดในประเทศ พร้อมๆ กับการกดค่าเงินเยนให้อ่อนลงโดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดกับประเทศอื่นๆ ซึ่งแม้กระทั่งกลุ่มประเทศ จี20 และ จี7 ก็ยังไม่กล้าทำอะไร
แม้ว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลญี่ปุ่น และธนาคารกลางญี่ปุ่นอัดลงมานั้นกำลังถูกมองจากนานาประเทศว่าเป็นการแทรกแซงค่าเงินอย่างไม่สมควร แต่ทว่านโยบายนี้ถูกใจคนญี่ปุ่นอย่างที่สุด เห็นได้จากที่คะแนนความนิยมในตัวอาเบะนั้นพุ่งขึ้นเกินกว่า 70% แล้ว เป็นผู้นำญี่ปุ่นในรอบหลายปีที่ได้รับความนิยมมากขนาดนี้
นอกจากนั้น นโยบายด้านการต่างประเทศก็ยังเห็นความแข็งกร้าวขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในกรณีข้อพิพาทเกาะเตียวหยูกับจีน และกรณีข้อพิพาทเกาะด็อกโดกับเกาหลีใต้ ที่ญี่ปุ่นยืนยันจะรักษาอาณาเขตของตัวเองอย่างแข็งกร้าวแน่นอน
ล่าสุด การกระทำของคณะผู้นำญี่ปุ่น คือสมาชิกรัฐสภามากกว่า 160 คน ได้เดินทางไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ ในกรุงโตเกียวเมื่อกลางเดือนที่แล้ว ได้สร้างความไม่พอใจอย่างที่สุดให้กับทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ของจีน
ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่บูชาสักการะบรรดาอดีตนายพลญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะที่ญี่ปุ่นมองว่านี่คือวีรบุรุษสงคราม แต่สำหรับเพื่อนบ้านในเอเชียทั้งหลาย ทั้งจีน และเกาหลีใต้ กลับมองว่าเป็นอาชญากรสงคราม เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมไปถึงช่วงก่อนหน้านั้น ญี่ปุ่นได้ยกกำลังย่ำยีเอเชียจนแหลกลาญ จีนและเกาหลีใต้คือประเทศที่ถูกย่ำยีมากที่สุดแห่งหนึ่ง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผู้นำญี่ปุ่นเลี่ยงที่จะเดินทางไปเยือนศาลเจ้าแห่งนี้เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้าน แต่ทว่ามาถึงในสมัยของอาเบะ ความร้าวฉานดังกล่าวกำลังจะกลับมาอีกครั้ง
น่าสังเกตว่า นโยบายแข็งกร้าวทั้งในด้านเศรษฐกิจ และต่างประเทศของญี่ปุ่นนั้น เป็นไปอย่างสอดคล้องกับการที่สหรัฐมุ่งเน้นนโยบายมาที่เอเชียมากขึ้นในปีนี้ ซึ่งทั้งสองประเทศนี้ถือว่าเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกันมากที่สุด สหรัฐก็คือญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็คือสหรัฐ อาจจะเรียกเช่นนั้นก็ได้
และขณะนี้ทั้งสองประเทศกำลังร่วมมือกันรุมตีเอเชียกันอย่างมันมือ ต้องคอยดูกันครับว่า พี่ใหญ่ของเอเชียที่เศรษฐกิจกำลังฟุบอยู่นั้นจะรับมือกันในรูปแบบใด







