posttoday
ยูโรโซนไม่สิ้นกลิ่น"หนี้"สโลเวเนีย-เบลเยียม ส่อแววเหยื่อรายใหม่

ยูโรโซนไม่สิ้นกลิ่น"หนี้"สโลเวเนีย-เบลเยียม ส่อแววเหยื่อรายใหม่

15 พฤษภาคม 2556

แม้ว่าความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยูโรโซนในปัจจุบันดูเหมือนว่าจะผ่อนคลายลง หลังจากที่ทางคณะรัฐมนตรีคลังยูโรโซนได้ให้การอนุมัติเงินช่วยเหลือ

โดย...พันสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

แม้ว่าความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยูโรโซนในปัจจุบันดูเหมือนว่าจะผ่อนคลายลง หลังจากที่ทางคณะรัฐมนตรีคลังยูโรโซนได้ให้การอนุมัติเงินช่วยเหลือแก่ไซปรัสก้อนแรกไปแล้วจำนวน 2,000 ล้านยูโร จากทั้งหมด 1 หมื่นล้านยูโร เพื่อนำไปแก้ไขวิกฤตภาคธนาคารของประเทศ ขณะที่กรีซนั้นก็คาดว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 7,500 ล้านยูโร ในเร็วๆ นี้เช่นกัน ส่วนการเมืองในอิตาลีก็มีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้สำเร็จ หลังจากที่ชะงักงันมาแรมเดือน ทว่าภาวะดังกล่าวนั้นไม่อาจเป็นตัวชี้วัดถึงภาวะวิกฤตและความยากลำบากที่รอคอยอยู่เบื้องหน้าได้เลย

เพราะในอีกไม่ช้านี้ เหล่านักวิเคราะห์ และผู้เชี่ยวชาญได้คาดการณ์กันแล้วว่าน่าจะมีประเทศที่ต้องต่อคิวรอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เป็นรายที่ 6 และ 7 ต่อจาก กรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ สเปน ไซปรัส อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในรายของ สโลเวเนีย และ เบลเยียม

สำหรับความเสี่ยงที่ สโลเวเนีย ที่อาจต้องกลายเป็นเหยื่อที่ต้องแบมือขอเงินช่วยจากภายนอกนั้นมีสูงมาก เนื่องจากปัจจุบันอดีตประเทศที่เคยปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ กำลังเผชิญกับปัญหา 2 อย่างพร้อมๆ กัน นั่นคือ ภาระหนี้เน่าในภาคธนาคารในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก ซึ่งจากการประเมินคาดว่ามีหนี้เสียสูงถึง 7,500 ล้านยูโร ขณะเดียวกันภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจที่ดำเนินมาติดต่อกัน2 ปี ก็ยิ่งกลายเป็นตัวเร่งทำให้สินทรัพย์ของธนาคารยิ่งตกอยู่ในสภาวะเลวร้ายหนักลงไปอีก

ไม่เพียงเท่านั้น ภาวะความอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2009 และคาดว่าจะดำเนินต่อไปในอนาคต ก็คาดว่าจะส่งผลไปถึงสถานะทางการคลังของรัฐบาลสโลเวเนียยิ่งอ่อนแอหนักมากขึ้นอีกด้วย โดยในปีนี้คาดว่าการขาดดุลงบประมาณจะพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 7.8% สูงกว่าระดับเพดานที่อียูกำหนดไว้ที่ 3% ขณะที่ในปีนี้ทางอียูคาดการณ์ว่าจีดีพีของสโลเวเนียจะหดตัวลง 2% และ 0.1% ในปี 2014

ดังนั้นจึงเกิดการคาดการณ์กันว่า หากในที่สุดรัฐบาลยอมตัดสินใจนำเงินเข้าไปช่วยเหลือภาคธนาคารของประเทศ ก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะทำให้สภาวะการคลังของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเพียงแค่ 3.5 หมื่นล้านยูโร จะต้องตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่อย่างแน่นอน เนื่องจากเงินดังกล่าวถือเป็นจำนวน 20% ของจีดีพีประเทศเลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน หากจะไม่ช่วย หรือเพิกเฉย ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะหลายธนาคารที่ประสบปัญหาหนี้เน่าหลายแบงก์ล้วนเป็นธนาคารรัฐวิสาหกิจที่รัฐถือหุ้นใหญ่อยู่ เช่น โนวาลูบจินสกาบันกา โนวาเครดินาบันกา และอบันกาวิพา ขณะเดียวกันธนาคารเหล่านี้ก็เป็นแหล่งระดมเงินรายใหญ่ที่เข้าซื้อตลาดพันธบัตรของรัฐบาล เนื่องจากนักลงทุนหลายประเทศไม่กล้าเข้ามาลงทุนในพันธบัตรสโลเวเนีย

ดังนั้น จากที่กล่าวมาทั้งหมดจึงน่าจะเป็นปัจจัยที่บีบคั้นรัฐบาลสโลเวเนียต้องก้มหน้ารับชะตากรรมขอเงินช่วยเหลือจากอียูและไอเอ็มเอฟในที่สุด

ภาวะความย่ำแย่ในข้างต้นได้รับการตอกย้ำจากบริษัทจัดอันดับระดับโลกอย่าง มูดี้ส์อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ที่ออกมาตัดลดเครดิตของสโลเวเนียมาอยู่ที่ระดับ “ขยะ” หรือ“จังก์” (ไม่น่าลงทุน) เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา และทำให้กลายเป็นประเทศรายที่ 5 ในยูโรโซนที่ถูกลดอันดับอยู่ในระดับจังก์ พร้อมกันนี้มูดี้ส์ให้เหตุผลการตัดสินใจว่าเป็นปัญหามาจากภาคธนาคารของประเทศดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาล สโลเวเนีย จะเร่งผลักดันแผนและมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจต่างๆ ออกมา เช่น การขึ้นภาษี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขณะที่ผลตอบแทนในการระดมเงินจากตลาดพันธบัตรระยะยาวก็ยังอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพอยู่ที่ 5.67% แต่ โอลี เรนห์ ข้าหลวงใหญ่ด้านเศรษฐกิจ และกิจการการเงินของสหภาพยุโรป (อีซี) ก็ออกมาเตือนว่า มาตรการต่างๆ ดังกล่าวที่ผลักดันออกมาอาจไม่เพียงพอต่อการฉุดรั้งไม่ให้อดีตประเทศคอมมิวนิสต์กลายเป็นเหยื่อรายที่ 6 ที่ต้องขอรับเงินช่วยเหลือจากต่างชาติได้

นอกเหนือจาก สโลเวเนีย ที่ต้องจับตามองว่าอาจจะต้องกลายเป็นประเทศที่ต้องยอมเอ่ยปากขอรับเงินช่วยเหลือแล้ว เบลเยียม ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เสี่ยงจะต้องรับเงินช่วยเหลือจากอียูและไอเอ็มเอฟเฉกเช่นเดียวกัน เพราะปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของอียู สูงมากจนเกือบแตะ 100% ของจีดีพีแล้ว

อีกทั้งที่ผ่านมาจากปัญหาความชะงักงันทางการเมืองที่ทำให้เบลเยียมไม่มีรัฐบาลเกือบ 2 ปีในช่วงระหว่างปี 2010-2011 นั้น ก็ยิ่งทำให้การผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขวิกฤตหนี้ไม่สามารถเดินหน้าไปไหนได้ ขณะที่ในปีนี้ เรนห์ ได้เตือนออกมาก่อนแล้วว่า ระดับการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลเบลเยียมนั้นจะขยายตัวมากกว่าที่รัฐบาลเบลเยียมตั้งเป้าไว้ที่ไม่เกิน 2.15% ขณะที่เพดานของกลุ่มยูโรโซนคือไม่เกิน 3%

ดังนั้น เบลเยียม จึงกลายเป็นประเทศที่มีระบบการคลังที่ย่ำแย่ที่สุดในกลุ่มยูโรโซนตอนเหนือในขณะนี้

ภาวะความย่ำแย่ดังกล่าวในข้างต้น ส่งผลทำให้รัฐบาลเบลเยียมไม่มีทางเลือกนอกจากที่จะต้องตกลงผลักดันนโยบายการออมให้ได้ 1,400 ล้านยูโร พร้อมกับเตรียมประกาศขายทอดตลาดสินทรัพย์ของรัฐอีกให้ได้ 1,000 ล้านยูโร เพื่อรักษาระดับหนี้สาธารณะของประเทศไม่ให้พุ่งเกิน 100% ของจีดีพี หลังจากที่ระดับหนี้ของเบลเยียมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดความเสี่ยงขึ้นว่า เบลเยียมอาจจะกลายเป็นประเทศต่อไปในกลุ่มยูโรโซนที่จะเจอกับวิกฤตหนี้ และต้องรับความช่วยเหลือจากยุโรป

อย่างไรก็ตาม เหล่านักวิเคราะห์ทั่วโลกเชื่อว่า ถึงแม้รัฐบาลเบลเยียมจะผลักดันนโยบายการออมดังกล่าวออกมาจริง แต่ก็ยังจะทำให้การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลขยายตัวไปอยู่ที่ 2.46% ของจีดีพีอยู่ดี

ฉะนั้น เบลเยียม จึงถือว่าอยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยงที่น่าจะต้องขอรับเงินช่วยเหลือจากอียูและไอเอ็มเอฟเหมือนกัน

ภาวะความเลวร้ายที่รอยูโรโซนอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่มีเพียงแค่ความเสี่ยงว่าจะมีประเทศใหม่ๆ ที่เสี่ยงจะต้องรอรับเงินช่วยเหลือ แต่ยังรวมไปถึงความเชื่อมั่นของประชาชนในภูมิภาคที่มีต่อความเป็นสหภาพยุโรป (อียู) ร่วมกันอีกด้วย

เพราะล่าสุดผลสำรวจของสถาบันวิจัยพิวเซ็นเตอร์ในสหรัฐ ออกมาเผยว่ามุมมองและภาพลักษณ์ที่ดีของอียูในสายตาของประชาชนในภูมิภาคยุโรปกว่า 7,646 คน มีระดับคะแนนต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำผลสำรวจมา โดยเฉพาะในฝรั่งเศสมีคะแนนตกลงมามากสุดถึง 19 จุด จาก 60 จุดในปีที่แล้ว ลงมาอยู่ที่ 41 จุดในปีนี้ ขณะที่ สเปน ลดลงมา 14 จุด จาก 60 จุดในปีที่แล้ว ลงมาอยู่ที่ 46 จุดในปีนี้

ทั้งนี้ สถาบันพิวเซ็นเตอร์ เผยว่า สาเหตุที่ทำให้มุมมองความเชื่อมั่นต่ออียูลดลงก็เกิดจากผลกระทบจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโดยตรง ขณะเดียวกัน มาตรการรัดเข็มขัดของหลายรัฐบาลในยูโรโซนก็ยิ่งเป็นตัวทำให้มุมมองที่มีต่ออียูว่าจะเป็นตัวช่วยเหลือประชาชนในภูมิภาคจึงลดต่ำลงอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันคนว่างงานในยูโรโซนยังพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ 12.1% หรือ 19 ล้านคน ที่ยังเดินเตะฝุ่นอยู่ ขณะที่การขยายตัวของภาคการผลิตและบริการก็็ยังจมอยู่ในสภาวะย่ำแย่อยู่ต่อไป

จึงถือได้ว่าหนทางเดินของยูโรโซนเป็นสิ่งที่ยากลำบากยิ่งนัก และนับเป็นความท้าทายที่ยูโรโซนจะต้องแก้ลุล่วงผ่านไปให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI