
"การศึกษา" ต้นทางพัฒนาเศรษฐกิจ
วิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก ยังคงเป็นปัญหาที่แก้กันไม่ตก ไม่ว่าทฤษฎีทางเศรษฐกิจ เครื่องมือทางการเงินและการคลัง หรือสูตรสำเร็จใดๆ ที่เคยงัดมาใช้กันในอดีตซึ่งได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ก็ดูเหมือนจะหมดมนต์ขลัง
วิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก ยังคงเป็นปัญหาที่แก้กันไม่ตก ไม่ว่าทฤษฎีทางเศรษฐกิจ เครื่องมือทางการเงินและการคลัง หรือสูตรสำเร็จใดๆ ที่เคยงัดมาใช้กันในอดีตซึ่งได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ก็ดูเหมือนจะหมดมนต์ขลัง
ถ้าเราย้อนกลับไปดูสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เศรษฐกิจโลกมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันกับความไม่เท่าเทียมทางสังคมในเวลานั้นก็ลดลง ก็พอจะเห็นได้ว่า นั่นเป็นผลมาจากประชากรโลกมีโอกาสเข้าสู่ระบบการศึกษามากขึ้น
แต่ถึงแม้ระบบการศึกษาจะพัฒนาขึ้นมาระดับหนึ่งในช่วงเริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในปี 2550 อย่างต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ได้
จึงเกิดคำถามว่า อะไรเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก อย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่น ทั้งที่ประเทศเหล่านี้ล้วนมีแหล่งการศึกษาชั้นนำของโลกอยู่
ถ้าเราไปดูผลการศึกษาขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ที่ศึกษาเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ 6 ประเทศระดับแนวหน้า ก็จะเห็นได้ว่า ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 25032543 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มนี้จะลดลงทุกๆ 10 ปี นั่นก็หมายความว่า หลายประเทศในยุโรป เศรษฐกิจไม่โตขึ้น อีกทั้งยังถูกซ้ำเติมจากวิกฤตการณ์ยูโรโซนที่เกิดขึ้นภายหลังอีก
ในทางกลับกัน หลายประเทศในเอเชียกลับมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ที่เปิดประตูตอบรับระบบทุนนิยมมากขึ้น ซึ่งหลายๆ ประเทศในเอเชียก็มีแนวทางเศรษฐกิจแบบเดียวกัน นั่นก็คือ เป็น “เศรษฐกิจเสรี” มากขึ้น ซึ่งก็รวมทั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่มีไทยเรารวมอยู่ด้วย
ความจริงแล้ว เหตุที่เศรษฐกิจเอเชียโตขึ้นสวนทางกับสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็ไม่ได้มีแนวเศรษฐกิจหรือนำทฤษฎีเศรษฐกิจอะไรใหม่เป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะการย้ายฐานการลงทุนจากตะวันตกมาตะวันออก ทำให้มีต้นทุนการผลิต ค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าในตะวันตก ซึ่งในอนาคตถ้าต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เราก็ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจเอเชีย
ฉะนั้น การสร้างความแข็งแรงให้กับระบบเศรษฐกิจ จึงเป็นเรื่องที่ทุกประเทศต้องทำ โดยส่วนประกอบที่สำคัญในยุคใหม่คือ “การศึกษาที่ทันสมัย”
George Schultz และ Eric Hanushek ได้ให้ข้อคิดเห็นใน Wall Street Journal เมื่อ 30 เม.ย. 2555 ว่า “การพัฒนาระบบการศึกษาจะนำไปสู่อนาคตของสหรัฐอเมริกาที่ดีขึ้น เพราะผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาจะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความแข็งแรงให้เศรษฐกิจ”
ผมเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นที่ว่านี้ เพราะสหรัฐอเมริกาใหญ่โตขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลกได้อย่างทุกวันนี้ ก็เพราะให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาตลอดมา แต่เมื่อย่างก้าวขึ้นสู่ศตวรรษที่ 21 ปรากฏว่า ระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกากลับไม่มีการพัฒนาขึ้นเลย
ล่าสุด AP รายงานเมื่อ 24 เม.ย. 2556 ระบุว่า ความสามารถของนักศึกษาอเมริกาด้อยลงกว่านักศึกษาต่างชาติมาก เพราะเยาวชนไม่ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โรงเรียนไม่พัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นความเห็นที่ตรงกับที่ประธานาธิบดี Ronald Reagan เคยเตือนมาเมื่อ 30 ปีที่แล้วว่า ต้องปรับปรุงระบบการศึกษาของคนอเมริกันใหม่
เช่นเดียวกับยุโรป ในขณะนี้ก็ประสบปัญหาทำนองเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาที่ล้าหลัง จนทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจลดลง และเมื่อใกล้เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 รายงานของ OECD ระบุว่า 6 ประเทศเศรษฐกิจชั้นนำในอียูและสหรัฐอเมริกา มีตัวเลขเศรษฐกิจขยายตัวลดลงทุกๆ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 25032543 (ค.ศ. 2000) จนทำให้เกิดการสร้างหนี้สะสมของภาครัฐและเอกชนมากมาย
โดยที่ Button Wood กล่าวใน The Economist ว่า เราต้องรับความทุกข์ทรมานจากการยืมเงินในอนาคตมาใช้ (We have “borrowed from the future” and are suffering accordingly) จนทุกวันนี้เป็นเวลาเกือบ 5 ปีที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่น ก็ยังไม่ฟื้นตัว
เมื่อหันกลับมาดูอีกซีกหนึ่งของโลก ก็จะพบว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ส่วนใหญ่การขยายตัวเศรษฐกิจดีขึ้น โดยเฉพาะจีนและอินเดียที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้ประชากรหลายร้อยล้านคนเริ่มพ้นจากขีดความยากจน
ผมมองว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจจะมากหรือน้อย ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ อีกส่วนหนึ่งก็คือผลพวงจากการอิ่มตัวในระบบทุนนิยมของกลุ่มตะวันตก ซึ่งรวมญี่ปุ่นด้วย และคาดว่าเศรษฐกิจเอเชียคงเจริญเติบโตไปได้อีกระยะหนึ่ง เพราะหลายประเทศกำลังเปิดรับระบบทุนนิยมกว้างขวางขึ้น นั่นก็คือ เศรษฐกิจที่เป็นเสรีมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งรวมทั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ด้วย
ประเทศที่ดูเหมือนจะปรับตัวท่ามกลางโลกาภิวัตน์ได้ดีในเอเชียก็คือสิงคโปร์ ส่วนในยุโรปคือกลุ่มสแกนดิเนเวีย (สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ และฟินแลนด์) ที่สามารถฟันฝ่าวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ โดยลอยตัวอยู่บนยอดคลื่นมาได้ตลอด นั่นเป็นเพราะทั้งคู่รู้ปัญหาและวิธีแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจดี นอกจากนี้แล้วยังเตรียมแนวนโยบายของประเทศที่ชัดเจนเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวไปพร้อมๆ กับการสร้างความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นในสังคมเป็นหลัก โดยมีความเชื่อว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการทุ่มเทให้แก่ภาคการศึกษาอย่างทั่วถึงจริงจังให้มากที่สุด
สำหรับประเทศไทยต้องถือว่าเราได้เรียนรู้จากวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชียมาแล้ว ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจดีพอสมควร แต่ปัญหาพื้นฐานที่สำคัญของประเทศก็ยังไม่หมดไป โดยเฉพาะการกระจายรายได้ที่จะสร้างความเท่าเทียมกันของคนในสังคม
ผมห่วงว่า ในวันนี้หากไทยเรายังมุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงถึงการปฏิรูประบบการศึกษาทั้งระบบให้มีคุณภาพอย่างจริงจังมากขึ้น หรือสร้างโมเดลทางการศึกษาใหม่ (ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแต่อ่านออกเขียนได้หรือเก่งภาษาอังกฤษเท่านั้น) เราอาจไปไม่ถึงจุดที่ตั้งใจไว้
เวลานี้เราต้องมุ่งไปสู่การทุ่มเทงบประมาณเพื่อพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ โดยมีแผนและเป้าหมายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน เพื่อวางรากฐานให้เยาวชนและคนในชาติในอนาคต ซึ่งจะเป็นการสร้างปัญญาให้เกิดความคิดที่สร้างสรรค์มากขึ้น เพิ่มพูนทักษะในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเท่าเทียมกัน ก็จะทำให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และเป็นการลดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาสังคมอยู่ในขณะนี้ไปด้วย
จากนี้ไปทิศทางและสถานการณ์ของเศรษฐกิจโดยรวมของโลกจะเป็นไปในทิศทางใด ก็ยังขึ้นอยู่กับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้หรือไม่ และสิ่งสำคัญคือ การบริหารจัดการเศรษฐกิจจะยากมากขึ้น การจะนำวิธีการหรือทฤษฎีทางเศรษฐกิจมาแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ผล
บทเรียนที่เกิดขึ้นกับมหาอำนาจเศรษฐกิจสะท้อนได้ชัดว่า ระบบเศรษฐกิจที่จะแข็งแรงได้นั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงการพัฒนาระบบการศึกษาให้ทันสมัยควบคู่กันไปด้วย มิฉะนั้นในระยะยาวอาจเกิดปัญหาตามมาไม่สิ้นสุดและยากที่จะแก้ไข
โดยเฉพาะกับประเทศที่ยืมเงินในอนาคตมาใช้ ต้องเริ่มคิดที่จะทุ่มเทให้กับนโยบายการศึกษาอย่างจริงจังมากขึ้นครับ







