
อนาคตประเทศไทยกับเงินกู้ 2 ล้านล้าน
หลายคนอาจจะเป็นห่วงภาระทางการคลังและปัญหาหนี้สาธารณะที่จะสูงขึ้นกว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งในกฎหมายกู้เงินนี้ รัฐบาลได้กำหนดแนวทางการชำระคืนเงินกู้เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการคลัง กำหนดให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้เสร็จภายใน50 ปี โดยเริ่มจัดสรรภายในปีที่ 11 นับแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้
หลายคนอาจจะเป็นห่วงภาระทางการคลังและปัญหาหนี้สาธารณะที่จะสูงขึ้นกว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งในกฎหมายกู้เงินนี้ รัฐบาลได้กำหนดแนวทางการชำระคืนเงินกู้เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการคลัง กำหนดให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้เสร็จภายใน50 ปี โดยเริ่มจัดสรรภายในปีที่ 11 นับแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้
พร้อมทั้งกำหนดวงเงินขั้นต่ำในการชำระหนี้แบบขั้นบันได คือ (1) ปีที่ 1120 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 1 ของ 2 ล้านล้านบาทต่อปี (2) ปีที่ 2130 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2 ของ 2 ล้านล้านบาทต่อปี (3) ปีที่ 3140 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ของ 2 ล้านล้านบาทต่อปี และ (4)ปีที่ 4150 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 4 ของ 2 ล้านล้านบาทต่อปี
หากในปีงบประมาณใดมีการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้เกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ใน (1)(4) ให้สามารถนำงบประมาณรายจ่ายมาถัวเฉลี่ยในปีอื่นของแต่ละช่วงเวลาได้โดยคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจ แต่เมื่อมีการถัวเฉลี่ยแล้วจะต้องไม่ต่ำกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ใน (1)(4) ของแต่ละช่วงเวลา
ในการเสนอโครงการลงทุนที่จะใช้เงินกู้ 2ล้านล้านบาทนี้ หน่วยงานเจ้าของโครงการจะต้องเสนอโครงการต่อกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ เพื่อเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับความพร้อม กรอบวงเงินดำเนินการ และแผนการดำเนินงาน ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการและอนุมัติจัดสรรวงเงินกู้ต่อไป โดยหน่วยงานเจ้าของโครงการจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนเริ่มโครงการด้วย
ในการบริหารจัดการโครงการจะต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่จะออกภายหลังเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว โดยในเบื้องต้นจะกำหนดให้สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาอนุมัติแผนงานและแผนการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้วงเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานเจ้าของโครงการจะเบิกจ่ายเงินกู้ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด ในการติดตาม ประเมินผล และการรายงาน กระทรวงเจ้าสังกัดของหน่วยงานเจ้าของโครงการจะต้องจัดให้มีระบบการติดตามและประเมินผลโครงการและแผนงาน และรายงานต่อกระทรวงการคลัง
ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้กระทรวงการคลังจะต้องมีการรายงานการกู้เงิน ผลการดำเนินงานและการประเมินผลการดำเนินการตามแผนงานในปีงบประมาณที่ผ่านมาให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทราบภายใน 120 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ
ผมคิดว่าการลงทุนโครงสร้างระบบขนส่งของประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งผมเห็นว่าในวิธีการบริหารจัดการจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการที่จะผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ ให้เป็น Priority ของนโยบายรัฐในอีก 7 ปีข้างหน้า ต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) เพื่อให้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเงิน (Value for money)
ในการกู้เงินภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันอาจจะต้องเน้นการกู้เงินในประเทศเป็นหลักเพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าเงินบาท และใช้ประโยชน์จากสภาพคล่องที่ทางการประเมินว่ามีอยู่ถึงกว่า 2 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน
สำหรับประเด็นที่กังวลเรื่องหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลังยืนยันว่าการกู้เงินจะส่งผลทำให้ระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น แต่ประเมินว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะสูงขึ้นไม่เกินร้อยละ 50ของ GDP ในระยะเวลาประมาณ 7 ปี ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังไม่เกินร้อยละ60 ของ GDP
นอกจากนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ เพื่อสร้างความโปร่งใสในการดำเนินการครับ ขอให้โชคดีและจะรอดูการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในอีก 7 ปีข้างหน้าจริงๆ ครับ







