
ภารทวาชจอมด่า
ได้ยินว่าสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ มีหญิงคนหนึ่งชื่อ “ธนัญชานี”
ได้ยินว่าสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ มีหญิงคนหนึ่งชื่อ “ธนัญชานี” ศรัทธาในพระพุทธศาสนาและเป็นอริยบุคคลชั้นโสดาบัน แต่งงานแล้ว มีสามีเป็นพราหมณ์ตระกูล “ภารทวาช” มีชื่อตามโคตรว่า “ภารทวาช” นับถือพราหมณ์ที่เป็นเจ้าพิธี
ใส่คนละสีเสื้อ...ก็แปลกดี แต่ก็อยู่กันได้
วันหนึ่ง พราหมณ์สามีปรึกษากับภรรยาว่าจะเชิญพราหมณ์ 500 คน คนมาเลี้ยงอาหารที่บ้านในวันรุ่งขึ้น พร้อมขอร้องให้ภรรยางดการกล่าวพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าที่เธอปฏิบัติเป็นอาจิณทุกวันเป็นเวลา 1 วัน
ขอแค่วันเดียวเท่านั้น แต่ภรรยาบอก...คนละส่วน ไม่เกี่ยวกัน ทำให้พราหมณ์สามีโกรธและขู่จะสับด้วยมีด แต่นางก็ไม่พรั่นพรึง
รุ่งขึ้น นางอาบน้ำหอมแล้วแต่งตัวออกมาช่วยงานสามี ด้วยถือทัพพีทองตักอาหารเลี้ยงดูพวกพราหมณ์ในโรงอาหาร แต่ขณะนำอาหารเข้าไปให้พราหมณ์สามี ก็เกิดก้าวเท้าพลาด จึงเปล่งอุทานขึ้นว่า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
เอาเข้าแล้ว...ระเบิดลงกลางเรือน ตูม!
เหล่าพราหมณ์ที่สามีเชิญมา พอได้ยินเสียงนั้นราวกับถูก “ค้อนเหล็ก” เท่าภูเขาฟาดลงบนหัว เหมือนถูกหลาวเหล็กทิ่มแทงที่หู เสียใจอย่างแรงพานโกรธยกใหญ่ว่า พวกเราถูกคนนอกลัทธิลวงให้เข้าเรือน ว่าแล้วก็สละสำรับอาหารพลางด่าพราหมณ์ภารทวาชลุกขึ้นหลีกไปคนละทิศละทาง
ฝ่ายสามีเห็นพวกพราหมณ์ลุกขึ้นจากเรือนไปก็จ้องเขม็งมาที่ภรรยาด้วยสายตาที่กราดเกรี้ยว คิดว่าเราเห็นภัยนี้เองจึงขอร้องแต่วันวานก็ไม่ได้ผล พลางด่านางต่างๆ นานา
“ถ่อยสิ้นดี เธอมันก็อย่างนี้ พร่ำพรรณนาคุณของสมณะโล้นไปเรื่อย ไม่ว่าที่ไหน ฉะนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจักโต้คารมต่อพระศาสดานั้นของเธอบ้าง อยากรู้นักว่าจะแน่แค่ไหน”
“เชิญ! บอกได้เลยว่าตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เห็นใครหน้าไหนผู้จะพึงโต้คารมกับพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เลย เอาเถิด ท่านจงไป แม้ไปแล้วก็จักรู้เอง” ธนัญชานี สวนทันที
ว่าแล้วพราหมณ์จึงไปพบพระพุทธเจ้าพร้อมถามปัญหาไปถามด้วยว่า ท่านโคดม บุคคลฆ่าอะไรได้ย่อมนอนเป็นสุข ฆ่าอะไรได้ย่อมไม่เศร้าโศก ท่านโคดม ท่านชอบใจการฆ่าอะไร
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตอบว่า บุคคลฆ่าความโกรธได้ย่อมนอนเป็นสุข ฆ่าความโกรธได้ย่อมไม่เศร้าโศก พราหมณ์ พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธอันมีรากเป็นพิษและมียอดหวาน
กะจะมาถล่มพระพุทธเจ้าแท้ๆ แต่เอาเข้าจริงพอเจอพุทธดำรัสนี้เข้าสุดแทงใจดำพราหมณ์เต็มๆ ทว่าแทนที่พราหมณ์จะโกรธกลับเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พร้อมกับสรรเสริญคุณและทูลขอบรรพชาอุปสมบทในที่สุด
ข่าวภารทวาชบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า สร้างความโกรธเคืองให้ “อักโกสกภารทวาช” น้องชายคนรองของพราหมณ์ภารทวาชอย่างมาก ถึงกับเดินทางไปด่าและบริภาษพระพุทธเจ้าด้วยคำหยาบคายถึงพระวิหารเวฬุวัน
โดยด่าพระพุทธเจ้าว่าคนโง่ คนเลอะเทอะ เป็นอูฐ เป็นโค เป็นลา เป็นสัตว์นรก เป็นเดรัจฉาน ไม่ต้องหวังสุคติ หวังแต่ทุคติเท่านั้น
พอพราหมณ์ด่าจบ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสกลับถามบ้างว่า พราหมณ์ ญาติมิตรผู้เป็นแขกของท่าน เคยมาเยี่ยมท่านบ้างไหม
“มาบ้างเป็นบางคราว”
“มาแล้วท่านจัดของเคี้ยวของบริโภคหรือของดื่มต้อนรับญาติมิตรผู้เป็นแขกของท่านบ้างไหม”
“จัดบ้างเป็นบางคราว”
“ถ้าญาติมิตรผู้เป็นแขกของท่านไม่รับของเคี้ยวของบริโภคหรือของดื่มนั้นจะเป็นของใคร”
“ก็ต้องเป็นของเราสิ”
พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ข้อนี้ก็เช่นเดียวกัน ท่านด่าเราผู้ไม่ด่าอยู่ ท่านโกรธเราผู้ไม่โกรธอยู่ ท่านหมั่นไส้เราผู้ไม่หมั่นไส้อยู่ เราไม่รับคำด่าอะไรของท่านทั้งนั้น คำด่าเป็นต้นนั้นก็เป็นของท่านผู้เดียว
“ผู้ใดด่าตอบบุคคลผู้ด่าอยู่ โกรธตอบบุคคลผู้โกรธอยู่ หมั่นไส้ตอบบุคคลผู้มั่นไส้อยู่ ผู้นั้นเราถือว่าย่อมบริโภคด้วยกัน ย่อมกระทำตอบกัน แต่เราไม่บริโภคร่วม ไม่กระทำตอบด้วยท่านแน่ คำด่าเป็นต้นนั้นก็เป็นของท่านผู้เดียว”
พราหมณ์ ถามต่ออีกว่า ผู้คนย่อมทราบว่าสมณโคดมเป็นพระอรหันต์ แล้วเมื่อเป็นพระอรหันต์ทำไมสมณโคดมจึงยังโกรธอยู่เล่า
พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ผู้ไม่โกรธ สงบ คงที่ความโกรธจะมีแต่ที่ไหน ผู้ใดโกรธตอบผู้โกรธแล้วผู้นั้นลามกกว่า ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้วมีสติสงบเสียได้ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติประโยชน์ตนและผู้อื่น
สิ้นพุทธดำรัสพราหมณ์ผู้เคยด่าด้วยคำหยาบคายถึงกับก้มลงกราบ และทูลขอบวชตามพี่ชายอีกคน
ฝ่ายอสุรินทกภารทวาชน้องคนเล็ก ทราบว่าพี่ทั้งสองออกบวชก็มาด่าพระพุทธเจ้า แต่สุดท้ายก็สิ้นพยศและได้เจริญรอยตามพี่ชายทั้งสองด้วยการบวช
ใครอยากด่าก็ด่าไป...เราไม่รับซะอย่าง คำด่านั้นออกจากปากใครคนนั้นก็รับเอาไปเต็มๆ ด้วยประการฉะนี้







