posttoday
ปฏิรูปพรรค

ปฏิรูปพรรค

03 พฤษภาคม 2556

ผมเป็นคนกรุงเทพฯ ช่วงที่ผมประทับใจผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ที่สุดก็ในคราวเลือกตั้งหลัง 14 ต.ค. 2516 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2517 จำได้ว่าตอนนั้นมีผู้สมัครที่ผมรู้สึกว่ามีคุณภาพทั้งความรู้และความน่าเชื่อถือในความเป็นคนมีหลักการ เริ่มตั้งแต่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ดร.เจริญ คันธวงศ์ ดร.กมล สมวิเชียร คุณพิชัย รัตตกุล คุณเล็ก นานา คุณดำรง ลัทธพิพัฒน์ เป็นต้น หลังจากนั้นผมก็ไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นอีก

ผมเป็นคนกรุงเทพฯ ช่วงที่ผมประทับใจผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ที่สุดก็ในคราวเลือกตั้งหลัง 14 ต.ค. 2516 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2517 จำได้ว่าตอนนั้นมีผู้สมัครที่ผมรู้สึกว่ามีคุณภาพทั้งความรู้และความน่าเชื่อถือในความเป็นคนมีหลักการ เริ่มตั้งแต่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ดร.เจริญ คันธวงศ์ ดร.กมล สมวิเชียร คุณพิชัย รัตตกุล คุณเล็ก นานา คุณดำรง ลัทธพิพัฒน์ เป็นต้น หลังจากนั้นผมก็ไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นอีก

ขณะเดียวกันผมก็ไม่ทราบว่า พรรคประชาธิปัตย์ใช้วิธีการอย่างไรในการคัดเลือกบุคคลให้เป็นผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ ในครั้งนั้น แต่ก็คงไม่ใช่แบบไพรมารีที่คุณอลงกรณ์จะเริ่มที่อยุธยา ที่พูดแบบนี้ มิได้หมายความว่า ผมไม่เห็นด้วยกับคุณอลงกรณ์ ผมเพียงแต่เล่าประสบการณ์ความรู้สึกของผมให้ฟังเท่านั้น สถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่ปี 2518 การใช้วิธีการที่สากลเขาใช้ก็อาจจะดี ขณะเดียวกันวิธีการที่เคยใช้ในการเลือกตั้ง 2518 มันก็ดูดีสำหรับผม ซึ่งก็แค่อาจจะผมคนเดียวก็ได้!

แน่นอนว่า ระบบไพรมารีเป็นประชาธิปไตยแบบรากฐาน ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมตัดสินใจในการหาและรับรองผู้สมัครร่วมกันกับพรรค และก็มีหลักประกันในระดับหนึ่งว่า จะมีคะแนนเสียงจำนวนหนึ่งแน่นอน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกของพรรคในท้องถิ่นนั้น และที่สำคัญก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนที่อยากลงเล่นการเมืองในท้องถิ่นนั้นด้วย และก็คงไม่พ้นว่า ผลคือ ในระบบไพรมารี ผู้สมัครก็คือภาพสะท้อนคุณภาพของคนในที่นั้นๆ ซึ่งผมเห็นว่าไม่ต้องวิตกกังวลอะไร ตราบเท่าที่ยังมีการเลือกตั้งระบบสัดส่วนหรือบัญชีรายชื่ออยู่ เพราะในส่วนนั้นกรรมการบริหารและพรรคสามารถกำหนดคนที่มีคุณสมบัติมีความสามารถ แต่คนไม่ค่อยรู้จัก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าลงเลือกตั้ง สส.เขตอาจจะเหนื่อยหน่อย

อย่างไรก็ตาม น่าคิดว่า ในส่วนของภาคใต้ ซึ่งประชาธิปัตย์มีฐานเสียงมั่นคงอยู่แล้ว ระบบไพรมารีจะส่งผลอย่างไร จะชอบธรรมมากขึ้น หรือส่งผลให้มีคนหน้าใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องของ สส.เก่าๆ เข้ามาหรือเหมือนเดิม แต่อาจจะต้องผ่านการทะเลาะกันมากขึ้น

ระบบฟาสต์แทร็กน่าจะจำเป็นสำหรับการพัฒนาพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถ้ามีคนดีมีความสามารถแต่อายุการเมืองยังน้อย แต่อายุจริงอาจจะมาก ก็น่าจะให้เข้าช่องพิเศษได้ มิฉะนั้นก็จะส่งผลให้หลายคนท้อแท้ ออกไปอยู่พรรคอื่น บางคนก็ไปดี แต่หลายคนก็ไปไม่ถึงไหน ซึ่งในช่วงแรกๆ ของพรรคไทยรักไทยก็สามารถใช้ระบบนี้

แต่หลังๆ ก็กลายเป็นเด็กค่ายใครมากกว่าจะเป็นจอมยุทธ์จริงๆ และหากพรรคเพื่อไทยยังฟาสต์แบบเส้นสาย บอกได้เลยว่า หากเงื่อนไขทางการเมืองเปลี่ยนไป นั่นคือ เกิดปรองดองทางการเมืองได้จริงๆ แล้ว รับรองได้ว่า สส.น้ำดีของเพื่อไทยก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน การคิดตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อเป็นทางเลือกจากเพื่อไทยและประชาธิปัตย์มีอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น สส.เพื่อไทยจำนวนหนึ่ง (รวมทั้งบ้านเลขที่ 111) และ สส.ประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่ง เพียงแต่ว่าตอนนี้พวกเขายังไม่มีโอกาสเท่านั้น

ส่วนข้อดีสำคัญของประชาธิปัตย์ คือ เป็นพรรคการเมืองจริงๆ ตามหลักการ คือ ไม่เป็นพรรคของใครคนหนึ่ง หัวหน้าพรรคตายก็อยู่ต่อไปกันได้เหมือนเดิมและอีกนานด้วย ในขณะที่พรรคอื่นๆ ทุกพรรค (ขอย้ำว่าทุกพรรค!) หากหัวหน้าก๊วนตัวจริงตายหรือทิ้งไป พรรคแตกแน่นอน

ในแง่นี้ พรรคเพื่อไทยก็ควรจะปฏิรูปตัวเองด้วย หากต้องการจะเป็นพรรคการเมืองจริงๆ แม้ว่าจะชนะเลือกตั้งอยู่บ่อยครั้ง แต่ชัยชนะที่ได้นั้นมีปัจจัยที่ไม่จีรังอยู่หลายประการ นอกเหนือจากนโยบายประชานิยมที่คุณทักษิณและไทยรักไทยรุ่นแรกได้ทำไว้ ที่เสนอแนะการปฏิรูปต่อพรรคเพื่อไทยนี้ ก็เพื่อต้องการเห็นการเมืองไทยมีพรรคการเมืองจริงๆ การทำให้พรรคไม่เป็นของใครนั้นสำคัญมาก จะช่วยยกระดับความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติทางการเมืองของประชาชนให้ก้าวพ้นการยึดถือตัวบุคคล เพราะถ้าพรรคเป็นของใคร สส.ก็จะขาดความอิสระ และทุกอย่างก็ต้องวิ่งเข้าหาตัวบุคคลหรือเครือข่าย โดยเฉพาะเครือข่ายญาติพี่น้อง

แม้ประชาธิปัตย์จะแพ้เลือกตั้งมาตลอด แต่ถ้าแพ้เพราะหลักการอะไรบางอย่าง ก็ไม่น่าวิตกกังวล เพราะในการเมืองอังกฤษก็เป็นเช่นนี้ ซึ่งผมก็เคยกล่าวไปแล้วที่ใดที่หนึ่ง พรรคอนุรักษนิยมหรือพรรคแรงงาน ยามเป็นรัฐบาลก็มักจะอยู่ยาวสิบกว่าปี แต่ถ้าประชาธิปัตย์แพ้เพราะทำงานไม่เป็นในสายตาประชาชน ก็จำต้องหาทางแก้ไข ผมเคยถามคนประชาธิปัตย์ว่า ทำไมไม่จ้างบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้จัดระบบการนำเสนอภาพและผลงานของพรรคต่อสาธารณะ ได้รับคำตอบว่า ไม่มีงบ!

ผมว่าน่าจะเริ่มต้นจากการศึกษาเปรียบ สส.ประชาธิปัตย์หรือคนที่อยู่ในเครือข่ายที่พร้อมจะลงเลือกตั้งกับทรัพยากรบุคคลของฝ่ายเพื่อไทย แบบดูพิกัดที่เขาเปรียบเทียบนักมวย เช่น คุณวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน อายุ และวิสัยทัศน์ความรู้เกี่ยวกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ต่อมาก็อาจจะทำประวัติผลงานของพรรคในแต่ละช่วง ความสำเร็จและความล้มเหลว (ในแง่ความล้มเหลว ก็ต้องเสนอแนวทางแก้ไข) รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลดังกล่าว

และที่สำคัญ ต้องศึกษาว่าทำไมภาพลักษณ์ที่ประชาธิปัตย์เคยมีมาโดยตลอดอายุพรรค นั่นคือ ประชาธิปัตย์กับประชาธิปไตย ทำไมจึงถูกฝ่ายตรงข้ามช่วงชิงไปครอบครองได้มาหลายปี จะช่วงชิงกลับมาหรือสร้างแนวทางใหม่ไปเลย ก็ต้องระดมสมองกัน ณ บัดนี้

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา