posttoday
เมืองหนังสือ(ลวง)โลก

เมืองหนังสือ(ลวง)โลก

02 พฤษภาคม 2556

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

มายาคติที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) พยายามสร้างขึ้นด้วยความฉาบฉวยในโครงการเมืองหนังสือโลก ก่อร่างเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของสังคม

“นี่ไม่ใช่รางวัล เมืองหนังสือโลกมันไม่ใช่รางวัล” เวียงวชิระ บัวสนธ์ ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์สามัญชน ให้ความเข้าใจร่วมใหม่

ผู้คร่ำหวอดในวงการหนังสือกว่า 30 ปีรายนี้ อธิบายว่า ทุกประเทศทุกเมืองสามารถขอเป็นเมืองหนังสือโลกได้ เพียงจัดทำแผนสนับสนุนการอ่าน การเขียนและการพิมพ์เสนอไป เมื่อยูเนสโกพิจารณาว่าผู้ใดผลิตกิจกรรมหรือสามารถดำเนินการตามพันธสัญญาเหล่านั้นได้ ก็จะประกาศให้เป็นเมืองหนังสือโลก

“อย่าไปเข้าใจผิดว่า เมื่อ กทม.เป็นเมืองหนังสือโลกแล้วยูเนสโกจะช่วยอะไร ไม่เลย เขาไม่ได้ให้อะไรเลย เราแค่เอาชื่อไปใช้หาเงินได้เท่านั้น”

เกิดเป็นคำถาม ... เช่นนั้นแล้วเหตุใดต้องริเริ่ม?

“งบประมาณ ถ้าประกาศมันก็มีงบมาซื้อหนังสือ” เวียง ตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ก่อนจะเทียบเคียงโครงการยุคงบไทยเข้มแข็งให้เห็นภาพ ขณะนั้นมีการกำหนดวาระแห่งชาติเรื่องการอ่าน มีการตั้งงบประมาณเพื่อสนับสนุนการอ่านถึง 7,000 ล้านบาท ที่สุดแล้วโครงการก็ล้มเหลว แต่เงินเหล่านั้นได้เข้าสำนักพิมพ์บางแห่งแล้ว

“วงการหนังสือมันไม่มีการตรวจสอบใดๆ สมาคมที่เข้าไปร่วมเพื่อผลักดันให้ กทม.ได้รับเลือกเป็นเมืองหนังสือโลก ว่ากันตรงๆ มันก็เข้าไปหากินกันทั้งนั้น”

บรรณาธิการรายนี้ ลงลึกในรายละเอียดอีกว่า สมาคมยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งได้ตั้งบริษัทล็อบบี้ยิสต์ขึ้นมา แล้วก็บอกกับ กทม.ว่าหลังจากได้ศึกษามาแล้ว กทม.ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้จึงจะได้เป็นเมืองหนังสือโลก ซึ่ง กทม.ก็เอาด้วย

ปรากฏว่าตั้งแต่ยุค อภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ กทม. ได้เสนอแล้วครั้งหนึ่ง แต่แผนงานไม่เข้าตาจึงไม่ได้รับเลือก ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้ระดมภาคีเครือข่าย 85 องค์กร เข้าร่วมเพื่อให้เสนอแนวทาง ซึ่งว่ากันอย่างตรงไปตรงมาส่วนใหญ่ก็เป็นองค์กรที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย

ดอนเวียง (สมญานามตามที่หลายคนยกย่อง) ชำแหละอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการเชิญผู้แทนจากยูเนสโกเข้ามาดูงาน ซึ่งพบว่ามีการใช้เงินกว่า 200 ล้านบาท เพื่อให้ได้มาซึ่งการรับเลือกเป็นเมืองหนังสือโลกในที่สุด

สำหรับงบประมาณเพื่อดำเนินงานตามพันธสัญญาที่ให้ไว้จนถึงปี 2556 มีทั้งสิ้น 1,400 ล้านบาท เฉพาะการสร้างหอสมุด กทม.ใช้เงินร่วม 640 ล้านบาท

คำถามคือ คุ้มค่าและเหมาะสมหรือไม่?

“รู้ไหมว่ากิจกรรมวันเปิดงาน ช่วงวันที่ 21-23 เม.ย.ที่ผ่านมา ใช้เงินไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท และเฉพาะนิทรรศการ 35 ปีซีไรต์ ใช้งบไปถึง 12 ล้านบาท ร้ายไปกว่านั้นคือบริษัทเอกชนที่มารับเหมางานจาก กทม.ก็ไม่รู้จักหนังสือและนักเขียนเลยด้วยซ้ำ”

กิจกรรมที่ทำไปแล้วคงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่เงินอีกร่วม 1,000 ล้านบาท ควรที่จะทำอะไรให้มันเป็นเนื้อเป็นหนัง เช่น การสนับสนุนร้านหนังสืออิสระร้านละ 1 แสนบาทต่อปี แล้วบอกให้เขาช่วยขายหนังสือที่ดีๆ และไปจัดกิจกรรมดีๆ โดยร้านที่เข้าที่เข้าทางมีสัก 20-30 แห่ง ใช้งบประมาณไม่เกิน 3 ล้านบาท

สำหรับการสร้างห้องสมุดเพิ่ม ถามว่าจะทำไปทำไม สร้างแล้วจะเอาเงินที่ไหนซื้อหนังสือ ก็ต้องตั้งงบมาอีก พวกนิสัยคอร์รัปชั่นก็รีบผลิตหนังสือมาขายอีก กินหัวคิวกันอีก มันไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ควรทำคือใช้ห้องสมุดเดิมแต่เข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

“ลองไปถามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดู ปกติค่าใช้บริการหอสมุดอยู่ที่ 20 บาท ถามเขาว่าเดือนละเท่าไร ถ้าเขาบอกว่ามีรายได้เดือนละ 2 หมื่นบาท ก็ให้เขาไปเลย 5 หมื่นบาท เพื่อให้จัดบริการฟรีไม่ต้องคิดเงินกับผู้มาใช้ แล้วก็ขยายไปยังห้องสมุดมหาวิทยาลัยอื่นๆ”

เวียง บอกว่า อย่าคิดว่า เมื่อ กทม.เป็นเมืองหนังสือโลกแล้วอะไรจะเปลี่ยน สิ่งที่ทำได้คือช่วยกันภาวนาให้ผู้ดำเนินโครงการสำนึกและเกรงใจเจ้าของภาษีเท่านั้น

“แต่ผมก็ไม่มีความหวังเอาซะเลย”

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร