
สภาเชิญผู้ว่าธปท.ให้ความเห็นกู้2ล้านล.
คลังเชิญผู้ว่า ธปท.ให้ความเห็นกฎหมายกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท
คลังเชิญผู้ว่า ธปท.ให้ความเห็นกฎหมายกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท
นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯ และรองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท เปิดเผยว่า นายกิตติรัตน์ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะทำหนังสือเชิญนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาให้ความเห็นกับกรรมาธิการฯ
“กรรมาธิการฝ่ายค้านอยากฟังความเห็นของผู้ว่า ธปท.เกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งก่อนหน้านี้ ธปท.ได้ส่งตัวแทนมาชี้แจง แต่ กมธ.ฝ่ายค้านอยากให้เชิญท่านผู้ว่า ท่านประธานกรรมาธิการฯ คือท่านกิตติรัตน์ จึงได้ทำหนังสือเชิญผู้ว่า ธปท.มาให้ความเห็นในสัปดาห์หน้า” นายวราเทพ กล่าว
นายวราเทพ กล่าวว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกิดผลดีต่อการพัฒนาประเทศแน่นอน และเม็ดเงิน 2 ล้านล้านบาท ไม่ได้ลงทุนปีเดียว ปีที่ 12 จะไม่มาก แต่จะกระจายใน 7 ปี ดังนั้นความเป็นห่วงสภาพคล่องก็ไม่มี ส่วนการชำระหนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกว่าหลังการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ไปแล้วจีดีพีโตและรายได้ก็โตตาม
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ส.ส.ที่ไม่ได้เป็นกรรมธิการฯได้เสนอคำแปรญัตติร่างพ.ร.บ.เข้า 145 คน โดยประเด็นที่ขอแปรญัตติ เช่น การขอปรับลดวงเงินลงทุน การขอเพิ่มรายละเอียดโครงการลงทุน เพิ่มเงื่อนต่างๆในร่างพ.ร.บ. เช่น เสนอให้นำเอกสารรายละเอียดโครงการเข้ามาอยู่ในบัญชีแนบท้ายร่างพ.ร.บ. ส่วนกรรมาธิการเสียงข้างน้อยยังไม่ใครขอแปรญัตติ
นายวราเทพ ระบุว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ ได้พิจารณาเสร็จแล้ว 10 มาตรา จากทั้งหมด 19 มาตรา และคณะกรรมการฯ มีความเห็นร่วมกันให้เลื่อนมาตรา 5 และ 6 ที่เกี่ยวข้องกับรายชื่อโครงการในบัญชีแนบท้ายออกไปพิจารณาภายหลัง เพื่อที่คณะกรรมาธิการจะได้มีเวลามากพอที่จะพิจารณาความคุ้มค่าของโครงการ และเสนอตัดลดโครงการได้
ทางด้านความเคลื่อนไหวของการแก้ไขปัญหาเงินบาท เมื่อวานนี้
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯได้เพิ่มวันประชุมพิจารณาร่างพ.ร.บ.จาก 2 วันต่อสัปดาห์ เป็น 3 วันต่อสัปดาห์ คือ วันจันทร์และวันอังคารตั้งแต่เวลา 13.30 น.21.00 น. และวันพุธ 9.30 น.21.00 น. เพื่อให้การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการมีเวลาพิจารณามากขึ้น ส.ส.มีสิทธิเสนอขอแปร ส่วนจะเสนอร่างพ.ร.บ.ทันสมัยเปิดประชุมสภาวิสามัญหรือไม่ยังไม่สรุป
คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เชิญตัวแทนจากกระทรวงการคลังและ ธปท.มาชี้แจง พิจารณาเรื่องการติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการแข็งตัวของค่าเงินบาท โดยนายไชยยา พรหมา ประธานคณะกมธ. ได้ตั้งข้อสังเกตถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในประเทศที่สูงกว่าประเทศจนทำให้เกิดช่องว่าง และเป็นปัจจัยให้เกิดเงินไหลเข้ามาเก็งกำไรในระยะสั้น จึงอยากถามว่ามี
ยอดเงินไหลเข้ามาเท่าไหร่ และ
ทางธปท.?มีแนวโน้มที่จะปรับลด
ดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบ
การที่เดือดร้อนโดยเฉพาะเอ็สเอ็มอี
หรือไม่ หรือมีมาตรการอื่นๆ ที่จะ
บรรเทาความเดือดร้อนหรือไม่ ? นางจันทวรรณสุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. ชี้แจงว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยปัจจัยภายในคือเรื่องข่าวดีทั้งการปรับประมาณการทางเศรษฐกิจ สอดรับกับข่าวครม.อนุมัติพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ขณะที่ปัจจัยภายนอกประเทศเรื่องการออกมาตรการผ่อนคลายของญี่ปุ่น ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
สำหรับเงินที่ไหลเข้าประเทศส่วน
หนึ่งมาจาก ปัญหาของประเทศใน
ภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นปัญหาคาบ
สมุทรเกาหลี หลายประเทศขาดดุล
แฝด ?โดยตั้งแต่ปีที่แล้วค่าเงินบาท
ปรับตัวแข็งค่าขึ้น 4 % ?
ทั้งนี้ มีเงินไหลเข้าจาก
ต่างประเทศเข้ามา 1.5 แสนล้าน
บาท เทียบกับปีที่แล้วเข้ามา 7.5
แสนล้านบาท ซึ่งการที่นักลงทุน
ต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในประเทศ
ไทย ก็ต้องมองว่าประเทศไทย
มีความชื่อมั่น แต่ก็อาจจจะเป็นการ
ตอบรับข่าวดีที่เร็วเกินไป? จนทำให้
หลายฝ่ายเป็นห่วงเรื่องค่าเงินที่แข็ง
ค่าขึ้นเรื่อย ส่วนเรื่องประเด็นดอกเบี้ยนโยบายเป็นหนึ่งในมาตรการทางเลือกที่ ธปท.จะได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ในการพิจารณาความเหมาะสมต่อไปโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินก็จะพิจารณาในเรื่องประเด็นเศรษฐกิจประกอบด้วย โดยขณะนี้เร่มมีสัญญาณชะลอตัว ส่วนมาตรการอื่นๆ นั้นหากเปิดเผยออกไปก่อนก็อาจจะทำให้ตลาดปรับตัวรอรับไปก่อนได้ จึงขอให้เป็นเรื่องของคณะกรรมการ?ผู้ปฏิบัติหน้าที่ได้พิจารณานำออกมาใช้ ?
ด้าน นางอลิศรา มหาสันทนะ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า ต่างชาติที่เข้ามาซื้อพันธบัตรมีทั้งระยะสั้นและ?ระยะยาว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นระยะยาวเฉลี่ย 45 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเน้นลงทุนระยะยาวมากกว่าจะลงทุนแบบเข้าเร็วออกเร็ว??
นายเอกนิิติ นิติทัณฑ์ประภาศ? รองผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ชี้แจงว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นใน 2 ช่วงสำคัญคือ 1.ช่วงแรก 2 ม.ค. ที่ลดลงจาก 30.6 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ลงไปเหลือ 29.7 บาท เนื่องจากเรื่องหน้าผาการคลังของสหรัฐที่คลี่คลาย จนทำให้เงินไหลไปยังตลาดเกิดใหม่ และ 2. วันที่ 4 เม.ย. ญี่ปุ่นเปลี่ยนตัวผู้ว่าธนาคารกลางและเปลี่ยนนโยบายตั้งเป้าเงินเฟ้อจากติดลบ มาเป็นบวก 2 % ในสองปี ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นที่น่าสนใจของของการลงทุนและมีความเสี่ยงน้อย
อย่างไรก็ตาม เงินต่างชาติที่ไหลเข้ามาในประเทศไทย เข้ามาใน 4 ทางคือ 1.ดุลบัญชีเดินสะพัด ที่เกินดุล 3.6 หมื่นล้านบาท 2. เงินลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) 2.1 หมื่นล้านบาท 3. พอร์ตฟอลิโอ ซึ่งในส่วนของหุ้น ต่างชาติยังขายสุทธิ แต่ พันธบัตร เข้ามาสูง 1.37 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเข้ามาเยอะมาก และ 4.เงินกู้อื่นๆ ทั้ง การซื้อพันธบัตรอ้างอิงเงินเฟ้อ 2 หมื่นล้าน บาท หรือธนาคารพาณิชย์ กู้เงิน ต่างประเทศ? 6 หมื่นล้านบาท
นายเอกนิติ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเงินไหลเข้านั้นนอกจากที่ ธปท. จะเข้าไปอินเทอร์วีน ซึ่งจะต้องมีต้นทุนในการดำเนินการแล้ว อีกส่วนหนึ่ งกระรวงการคลัง ยังได้หาทางเร่งชำระหนี้ต่างประเทศก่อนครบกำหนด ซึ่งรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจมีหนี้อยู่ 3.8 แสนล้านบาท แต่บางส่วนเป็นหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่มีสัญญาไม่สามารถกู้เงินก่อนครบกำหนดได้ แต่หนี้ของกระทรวงการคลัง ซึ่งเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ได้ชำระหนี้ไจก้าไปแล้ว 1.3 หมื่นล้านบาท และเตรียมที่จะชำระเพ่ิม 2.2 หมื่นล้านบาทในส่วนที่รัฐบาลกู้
ด้านนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมผู้ค้าทองคำ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทผันผวนมาก โดย 2-3 วันที่ผ่านมา ปรับตัว 30-40 สตางค์? ทำให้ให้ ราคาทองคำขยับตัว เพ่ิม 200-300 บาทต่อบาททองคำ จึงอยากให้ธปท.ช่วยดูแลค่าเงินบาท ไม่ให้ผันผวนมากเกินไป







