posttoday
วิกฤตจากอุกฤษ ถึงศาลรัฐธรรมนูญ

วิกฤตจากอุกฤษ ถึงศาลรัฐธรรมนูญ

29 เมษายน 2556

เดือนนี้เป็นเดือนที่มีข่าวดังเกี่ยวข้องกับศาลอย่างมาก ทั้งศาลในประเทศและศาลโลก

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

เดือนนี้เป็นเดือนที่มีข่าวดังเกี่ยวข้องกับศาลอย่างมาก ทั้งศาลในประเทศและศาลโลก

กรณีของศาลโลกที่เปิดให้ไทยและกัมพูชาแถลงด้วยวาจาต่อศาล กรณีปราสาทพระวิหารนั้น เป็นที่รับทราบกันดีโดยทั่วไปแล้ว

สำหรับในประเทศศาลที่กำลังดังอยู่ในขณะนี้ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำลังถูกขับไล่จากคนเสื้อแดงที่ไม่ทราบว่าเป็นแดงแท้หรือแดงเทียม ชุมนุมขับไล่ด้วยการกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติ

ที่มาที่ไปของเรื่อง คือ การที่ศาลรับคำร้องของคุณสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาที่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิฉัยว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่รัฐบาลเสนอต่อรัฐสภา ที่ตัดสิทธิของบุคคลที่จะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 นั้น ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่

ผมไม่แน่ใจว่าคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมขับไล่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะเข้าใจประเด็นการร้องให้ศาลวินิจฉัยหรือไม่ เพราะประเด็นนี้เป็นประเด็นทางกฎหมายที่เข้าใจยาก แม้นักกฎหมายเอง บางท่านก็อาจไม่เข้าใจ และแม้เข้าใจก็มีความเห็นที่แตกต่างกันได้

แต่สำหรับคนที่เป็นครูบาอาจารย์ เป็นศาสตราจารย์พิเศษทางกฎหมาย คือ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในทิศทางเดียวกันกับคนเสื้อแดง โดยไม่อธิบายเหตุผลในทางกฎหมาย เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง และเป็นข้อน่าสังเกตว่าเป็นการบังเอิญอย่างยิ่งที่ไปสอดรับกับการดำเนินการของสมาชิกพรรคเพื่อไทย และนายห้างดูไบ

เป็นความบังเอิญอย่างมากจนไม่รู้ว่าบังเอิญจริงๆ หรือตั้งใจบังเอิญ

อาจารย์อุกฤษ เขียนจดหมายเปิดผนึกให้ความเห็นถึงแนวทางการแก้ปัญหาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้แก้ไขโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญใหม่ 4 ประเด็นด้วยกัน คือ (1) จำกัดขอบเขตอำนาจการวินิจฉัยคดี (2) ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีจำนวน 15 ท่าน (3) ลดวาระการดำรงตำแหน่งเหลือ 4 ปี และ (4) ให้มีกำหนดเวลาในการพิจารณาคดี

ข้อเสนอของอาจารย์อุกฤษ เป็นข้อเสนอทางวิชาการ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในทางวิชาการ และจะไม่มีประเด็นที่ต้องนำมาวิพากษ์วิจารณ์เลย หากอาจารย์ไม่ไปตำหนิการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลทางกฎหมาย

ทุกเรื่องที่อาจารย์นำมากล่าวอ้างในทางตำหนิศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการชี้แจงเหตุผลไปมากมาย แต่อาจารย์กลับละเลยที่จะนำเหตุผลต่างๆ มาพิจารณา

ด้วยความเคารพ ผมมีประเด็นที่จะขอกราบเรียนอาจารย์ ดังนี้

1.การแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 อำนาจ คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไม่สามารถแยกกันได้โดยเด็ดขาด จะต้องมีการคานและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย

2.การยื่นคำร้องของคุณสมชาย แสวงการ กรณีการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 จะเป็นการก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากตัวบทกฎหมายว่า กำหนดไว้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ ซึ่งตามคำร้อง ผู้ร้องอ้างว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัย ส่วนจะเป็นจริงหรือไม่ เป็นหน้าที่ศาลที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไป

ประเด็นอย่างนี้ นักกฎหมายทราบกันดีว่า หากต้องการให้ศาลรับคำร้องหรือรับฟ้องไว้พิจารณา ก็ให้บรรยายให้เข้าองค์ประกอบทางกฎหมาย ส่วนการพิสูจน์ให้เป็นไปตามคำร้องหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่ง หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลท่านก็ยกคำร้อง แต่เมื่อคำร้องเข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย ศาลจะไม่รับไว้พิจารณาก็ไม่ได้

3.อาจารย์อุกฤษ อ้างถึงการวินิจฉัยคดีการจัดคูหาเลือกตั้งเมื่อ 2 เม.ย. 2549 ที่ กกต.ในชุดนั้นจัดให้ผู้ลงคะแนนเสียงหันหลังให้คนดู และคดีชิมไปบ่นไปของคุณสมัคร

ขอเรียนอาจารย์ว่า การลงคะแนนเสียงกฎหมายถือเป็นความลับเฉพาะตัว ป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง

การจัดคูหาให้คนดูสามารถใช้เครื่องมือสมัยใหม่ส่องดูได้ว่ากาเบอร์ใด จึงเป็นการเปิดช่องให้มีการซื้อสิทธิขายเสียงได้ ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวตรงไปตรงมาตามเหตุผล ไม่ได้สร้างความขัดแย้งใดๆ

สำหรับกรณีชิมไปบ่นไปของคุณสมัครเหตุผลไม่ได้อยู่ที่การเป็นพิธีกรทำอาหาร แต่อยู่ที่คุณสมัครทำผิดที่ไปรับจ้างทำงานให้กับเอกชน แต่มีการเบี่ยงประเด็นไปว่าแค่ทำกับข้าวก็ถูกปลด ซึ่งเป็นคนละเรื่อง

ที่มีผู้วิจารณ์ว่าใช้พจนานุกรมไทยมาตัดสินคดีนั้น อาจารย์ก็น่าจะทราบว่าหากไม่มีบทบัญญัติไว้เฉพาะในกฎหมาย ก็ต้องดูความหมายจากพจนานุกรมไทย หรือจะให้ใช้พจนานุกรมฉบับฮุนเซนตีความ และหากศาลตีความว่าการรับจ้างไม่ใช่ลูกจ้างสามารถทำได้ จะทำให้เกิดความขัดแย้งวุ่นวาย และเป็นช่องทางให้มีการเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งไม่น่าจะใช่เจตนารมณ์ของกฎหมาย

นอกจากนี้ คุณสมัครยังปกปิดรายได้ เนื่องจากพยานหลักฐานชี้ชัดว่า คุณสมัครเป็นพิธีกรโดยได้รับค่าตอบแทน แต่คุณสมัครกลับให้การว่าทำให้ฟรี อาจารย์น่าจะนำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาพิจารณาด้วย

4.คดีที่ผมนึกไม่ถึงว่า อาจารย์อุกฤษ จะยกขึ้นเป็นประเด็น คือ คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยบทบัญญัติของกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ คือ พ.ร.บ.ขายตรงฯ และ พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา โดยอ้างว่าความเห็นฉิวเฉียด 5 ต่อ 4

ความจริงแล้วคดีฉิวเฉียดที่อาจารย์อุกฤษ น่าจะนำมาวิจารณ์อย่างยิ่ง เพราะเป็นอภิมหาอมตะเฉียดฉิวนิรันดร์กาล คือ คดีซุกหุ้นภาคหนึ่งของคุณทักษิณ ที่ฝากหุ้นไว้กับคนใช้ คนสวน และคนขับรถ คุณทักษิณรอดหวุดหวิดด้วยมติ 8 ต่อ 7 และเป็น 8 เสียงที่วินิจฉัยว่าไม่ผิด 4 เสียง ส่วนอีก 4 เสียง วินิจฉัยข้อกฎหมายว่าไม่สามารถนำมาใช้กับคุณทักษิณได้ แต่ไม่ได้บอกว่าคุณทักษิณไม่ได้ซุกหุ้น

ต้องถามอาจารย์อุกฤษครับว่า คดีซุกหุ้นเฉียดฉิวหรือไม่ เพียงเสียงเดียวมีผลทำให้คนซุกหุ้นพ้นจากความผิดใช่หรือไม่ และผลจากคำวินิจฉัยที่เฉียดฉิวอย่างนั้น ก่อให้เกิดความขัดแย้งในทางสังคมหรือไม่

ทั้งเหลืองทั้งแดง ล้วนแต่เกิดมาจากคุณทักษิณที่หลุดคดีอย่างเฉียดฉิวทั้งนั้นครับ

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้