
ฤาไทยกลายเป็นตัวถ่วงดึงฝันประชาคมอาเซียน
วิกฤตที่กำลังเกาะกินไทยทั้งประเทศซึ่งไม่มีทางสิ้นสุดภายในปีสองปีนี้ จึงไม่น่าแปลกที่การหายไปของไทยในอาเซียนซัมมิตคราวนี้จึงทำให้ความฝันอาเซียนต้องล่าช้าออกไป
วิกฤตที่กำลังเกาะกินไทยทั้งประเทศซึ่งไม่มีทางสิ้นสุดภายในปีสองปีนี้ จึงไม่น่าแปลกที่การหายไปของไทยในอาเซียนซัมมิตคราวนี้จึงทำให้ความฝันอาเซียนต้องล่าช้าออกไป
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อวิกฤตการเมืองในไทยได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ที่กรุงฮานอย ของเวียดนามไปโดยปริยาย ในฐานะที่ไทยถือเป็นสมาชิกหลัก หรือกลุ่มประเทศร่วมก่อตั้งทั้ง 5 ประเทศ เพียงประเทศเดียวของอาเซียนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตที่ไร้วี่แววจะยุติลงในเวลาอันใกล้
แม้ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซียและสิงคโปร์จะแสดงความกังวลเพียงระดับหนึ่ง และหวังว่าสถานการณ์จะคืนสู่ภาวะปกติในไม่ช้า แต่เราสามารถคาดการณ์ได้ไม่ยาก เพื่อนร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ย่อมมีสิทธิที่จะกังวลกับปัญหาของไทยมากกว่านั้น
เพราะหากไทยกลายเป็น “ตัวปัญหา” หรือ “ตัวถ่วง” ของอาเซียนอีกประเทศ เป้าหมายอันสูงส่งที่วางไว้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาย่อมต้องพังครืนลงอย่างไม่ต้องสงสัย
ขณะนี้สิ่งที่อาเซียนต้องพิจารณาอย่างหนักคือ ความแตกต่างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังไม่สามารถประสานได้ ทั้งสองประเด็นนี้มีระดับความกังวลที่แตกต่างกันไม่น้อย อีกทั้งยังแบ่งอาเซียนเป็นโลกที่แตกต่างกันจนดูราวกับว่าไม่สามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้
ทุกวันนี้อาเซียนมีความหลากหลายที่เกินพอดีมากเกินไปอยู่แล้ว หากปล่อยให้ไทยเผชิญกับความหลากหลายทางการเมืองจนแปรสภาพเป็นความโกลาหล ย่อมไม่ส่งผลดีต่อพัฒนาการในระดับต่อไปของอาเซียนอย่างแน่นอน
ความหลากหลายภายในอาเซียนที่ว่านี้คือ ความหลากหลายของรูปแบบการปกครอง ตั้งแต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของบรูไน เผด็จการพรรคเดียวของสิงคโปร์ รัฐบาลคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม รัฐบาลอิงระบบเล่นพรรคเล่นพวกแบบผูกขาดของกัมพูชา
ขณะที่ไทยยังลูกผีลูกคน เหมือนประเทศที่เดินมาถึงทางแพร่งที่มืดแปดด้านจนไปไม่ถูกว่าจะเดินหน้า ถอยหลัง หรืออยู่นิ่งๆ ไปก่อน
เพียงเท่านี้จะเห็นได้ว่าอาเซียนจะต้องเผชิญกับภาวะน่าอิหลักอิเหลื่อเพียงใด หากต้องวิพากษ์วิจารณ์การเมืองของประเทศหนึ่งๆ
แม้ว่าเจตนารมณ์ร่วมกันของการสถาปนาประชาคมอาเซียนจะเรียกร้องให้ทุกชาติน้อมรับหลักการของระบอบประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงไม่มีทางที่อาเซียนจะประสบความสำเร็จ
การเรียกร้องประชาธิปไตยในอาเซียนเป็นอุดมคติจนเกินไป จนต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตาม และยอมรับหลักการในเชิงปฏิบัติมากกว่ารูปธรรมที่ปรากฏในผลสรุปการประชุม หรือปฏิญญาการประชุมใดๆ
ทางออกในเชิงปฏิบัติก็คือ ประนีประนอมกับระบอบการเมืองแต่ละประเทศ
กรณีที่ชัดเจนก็คือ กระบวนการประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งขณะนี้เสียงในอาเซียนแตกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ฝ่ายที่ยอมความกับรัฐบาลทหารพม่า กับฝ่ายที่พยายามไล่บี้พม่า ฝ่ายแรกนำโดยสิงคโปร์ ขณะที่ฝ่ายหลังมีไทยเป็นตัวตั้งตัวตี
อย่างไรก็ตาม จุดยืนของไทยกับพม่าแปรเปลี่ยนไปตามจุดยืนของรัฐบาลชุดนั้นๆ
อาเซียนจึงต้องการให้สถานการณ์ในไทยนิ่งสนิทที่สุด เพื่อให้ไทยแสดงจุดยืนต่อพม่าที่ชัดเจนกว่านี้ เนื่องจากขณะนี้ไทยสวิงกลับมาต้านรัฐบาลทหารพม่าอีกครั้ง ต่างจากท่าที|สนับสนุนอย่างชัดเจนของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลไทยในสายการเมืองเดียวกัน ขณะที่สมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่มีจุดยืนที่ชัดเจนอยู่แล้ว นั่นคือการพยายามไม่วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการเลือกตั้งทั่วไปในพม่าที่ถูกโจมตีว่าปราศจากความโปร่งใส
ดังจะเห็นได้จากการประชุมสุดยอดที่ฮานอย ปรากฏว่าที่ประชุมหลีกเลี่ยงที่จะวิพากษ์รัฐบาลทหารพม่า อีกทั้งยังสงวนท่าทีอย่างชัดเจน ดังที่ จอร์จ โหยว รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยว่า
“เราไม่ได้วิจารณ์เขา (เนียนวิน รัฐมนตรีต่างประเทศของพม่า) หรือสอนสั่งอะไรกับเขา เราเพียงตั้งข้อสังเกตและแนะนำ และเขารับคำ|แนะนำนั้นด้วยความเต็มใจ”
อีกหนึ่งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีพม่ากับไทยในการประชุมครั้งนี้ก็คือ ดูเหมือนว่าที่ประชุมอาเซียนอาจรู้สึกโล่งใจด้วยซ้ำที่ปราศจากไทย ด้วยเกรงว่าท่าทีคัดค้านพม่าของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันอาจทำให้การประชุมไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร
โปรดสังเกตคำพูดของ มาร์ตี นาตาเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซีย ที่เอ่ยถึงการเลื่อนการเข้าร่วมประชุมอาเซียนซัมมิตของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า “Not the end of the world” ซึ่งเป็นคำกล่าวในทำนองที่ว่าไม่ถึงกับทำให้การประชุมต้องล่มลง
แม้ดูราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย และไม่เห็นไทยในสายตา แต่นี่เป็นเพราะปัญหาเชิงการเมืองของอาเซียนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญเท่ากับการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจ เพราะการรวมกลุ่มได้ทันตามเป้าหมาย ไม่เพียงรักษาความน่าเชื่อถือของอาเซียนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้อาเซียนสามารถสร้างเกราะป้องกัน และสร้างอำนาจต่อรองของตนต่อการรุกคืบของจีนและอินเดียได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น
หลักการสำคัญของวิสัยทัศน์การจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2015 (2558) อยู่ที่ความเป็นภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภูมิภาค โดยในชั้นแรกจะมุ่งเน้นที่เอกภาพด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเลิกการจัดเก็บภาษีระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าระดับหนึ่ง
แต่การยกเลิกภาษีระหว่างประเทศเป็นเพียงขั้นตอนแรกๆ เท่านั้น และอาเซียนยังมีอีกหลายก้าวที่จะต้องบุกฝ่าไปด้วยกัน และร่วมกันกำหนดทิศทางการปรับใช้โรดแมปของวิสัยทัศน์ 2015
การประชุมที่ฮานอยมีความสำคัญที่ประเด็นการปรับใช้ “โรด|แมป” ในการจัดตั้งประชาคมนี่เอง และไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าบรรดาผู้นำประเทศจะรู้สึกเช่นไรกับการหายตัวไปของผู้นำรัฐบาลไทย ในฐานะที่ไทยเป็นตัวตั้งตัวตีผลักดันให้อาเซียนก้าวสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจในรูปแบบเดียวกับสหภาพยุโรป
ที่สำคัญก็คือ โรดแมปสำหรับวิสัยทัศน์ 2015 ถูกกำหนดอย่างชัดเจนในการประชุมอาเซียนซัมมิตที่ชะอำเมื่อปีที่แล้ว หากเจ้าภาพการประชุมคราวที่แล้วหายตัวไปเช่นนี้ การหารือที่ฮานอยย่อมยากที่จะผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอันใด
ยังไม่นับการวิเคราะห์ในเชิงหมิ่นประมาทของบรรดา “กูรู” ที่ว่าอาเซียนไม่มีทางไปได้ทันวิสัยทัศน์ 2015 ด้วยเหตุผลนับไม่ถ้วน ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงเหตุผลที่ว่า วิกฤตที่กำลังเกาะกินไทยทั้งประเทศจะไม่มีทางสิ้นสุดภายในปีสองปีนี้
จึงไม่น่าแปลกใจที่การหายไปของไทยในอาเซียนซัมมิตคราวนี้จึงทำให้ความฝันของอาเซียนต้องล่าช้าออกไปอย่างช่วยไม่ได้







