
ก้าวข้ามความรักและความชัง
พระพุทธเจ้าตรัสถึงธรรมชาติของการเกิดความรักและความชังของมนุษย์ไว้
โดย...เชาวลิต บุณยภูษิต เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org
พระพุทธเจ้าตรัสถึงธรรมชาติของการเกิดความรักและความชังของมนุษย์ไว้ 4 อย่าง (เปมสูตร, พระไตรปิฎก เล่มที่ 21) ว่า
1.ความรักเกิดเพราะความรัก
บุคคลในโลกนี้เป็นน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจของบุคคล คนอื่นๆ ประพฤติต่อบุคคลที่รักนั้นด้วยอาการที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ บุคคลนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า “คนอื่นๆ ประพฤติต่อบุคคลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ของเราด้วยอาการที่น่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ” เขาจึงเกิดความรักในคนเหล่านั้น ความรักเกิดเพราะความรัก เป็นอย่างนี้แล[มิตรของมิตร]
2.ความชังเกิดเพราะความรัก
บุคคลในโลกนี้เป็นน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจของบุคคล คนอื่นๆ ประพฤติต่อบุคคลที่รักนั้นด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ บุคคลนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า “คนอื่นๆ ประพฤติต่อบุคคลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ของเราด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ” เขาจึงเกิดความชังในคนเหล่านั้น ความชังเกิดเพราะความรัก เป็นอย่างนี้แล [ศัตรูของมิตร]
3.ความรักเกิดเพราะความชัง
บุคคลในโลกนี้เป็นผู้ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจของบุคคล คนอื่นๆ ก็ประพฤติต่อบุคคลที่ชังนั้นด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ บุคคลนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า “คนอื่นๆ ประพฤติต่อบุคคลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจของเราด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ” เขาจึงเกิดความรักในคนเหล่านั้น ความรักเกิดเพราะความชัง เป็นอย่างนี้แล[ศัตรูของศัตรู]
4.ความชังเกิดเพราะความชัง
บุคคลในโลกนี้เป็นผู้ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจของบุคคล คนอื่นๆ ก็ประพฤติต่อบุคคลที่ชังนั้นด้วยอาการที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ บุคคลนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า “คนอื่นๆ ประพฤติต่อบุคคลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจของเราด้วยอาการที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ” เขาจึงเกิดความชังในบุคคลเหล่านั้น ความชังเกิดเพราะความชัง เป็นอย่างนี้แล [มิตรของศัตรู]
ในตอนท้ายของเปมสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ความรักและความชังเหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นไปเพื่อ
1.การยึดถือ (ยกขึ้นด้วยอำนาจทิฐิ)
2.การโต้ตอบ (เป็นผู้ขัดแย้งยกขึ้นด้วยอำนาจความทะเลาะแตกร้าว)
3.การบังหวนควัน (ทําให้ควันหวนตลบขึ้น ครุ่นคิดด้วยอำนาจตัณหา)
4.การลุกโพลง (ด้วยอำนาจตัณหา)
5.การถูกไฟไหม้ (ด้วยอำนาจการถือเราถือเขา)
จากเรื่องที่พระบรมศาสดาตรัสสอนถึงเบื้องลึกภายในจิตใจมนุษย์ ลองนำหลักธรรมเหล่านี้มาเป็นข้อใคร่ครวญดูในภายนอก ในสังคมไทยเราความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ดำเนินอยู่และยังไม่เห็นวี่แววว่าจะยุติ เกิดขึ้นและลุกลามไปด้วยความรักและความชัง อันเป็นลักษณาการดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในเปมสูตรหรือไม่
กล่าวคือ ยามใดที่สังคมไทยติดอยู่ในหล่มความขัดแย้ง ยามนั้นสมาชิกของสังคมละเลยหลักความถูกผิด ละทิ้งหลักการ แต่แบ่งและยึดถือฝักฝ่ายกัน ฝ่ายที่ตัวเองชอบใจ ถูกใจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดีหมด ถูกหมด แต่ครั้นฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ จะทำอะไรก็เสียหมด ผิดหมด ยามนี้สังคมนี้เป็นเช่นว่านี้...ใช่หรือไม่?
เมื่อมองในมุมที่กว้างขึ้น เพื่อจะให้สังคมไทยก้าวข้ามพ้นหล่มวังวนแห่งความขัดแย้งให้ได้ ในกระบวนการทางการเมืองทุกขั้นตอน ทุกวงการ เมื่อสมาชิกของสังคมนี้จะทำการใดๆ (ตั้งแต่คิด ตกลงใจ ตระเตรียมการ และลงมือทำ) ในทุกระดับ ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามธรรมชาติของการเกิดความรักและความชังของมนุษย์ 4 อย่างข้างต้น เพราะความรักและความชังเหล่านี้มีผล 5 ประการเป็นที่หวังได้ดังที่กล่าวมาในข้างต้น
หากแต่ควรพิจารณาพฤติกรรมหรือการกระทำกันด้วยเหตุผล แยกเป็นเรื่อง เป็นประเด็นตามหลักการทั่วไป ดังที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวไว้ในซีดีธรรมบรรยาย ชุด “วิกฤตบ้านเมืองวันนี้ โอกาสที่มีควรเป็นของใคร?” (ตอน “ขึ้นยืนบนภู ดูเขาสู้กัน” พูดเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2551 รับฟังได้ที่ http://www.watnyanaves.net/th/album_detail/nationcrisis) ซึ่งท่านให้คติไว้หลายประการ ดังจะยกมากล่าวถึงในที่นี้บางแง่บางประการ
ด้านสมาชิกของสังคม
“ประชาชนไม่มีหน้าที่ไปเป็นฝักฝ่ายไหนทั้งสิ้น ประชาชนต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ การตรวจสอบที่ถูกต้องไม่เอาคนมาวัดกัน ถ้าเอาคนมาวัดกันนี่แย่ ตอนนี้เอาคนมาวัดกัน ก็ยุ่งสิ ... ทางพระท่านเอาหลักการ ความถูกต้อง ขึ้นตาชั่งเลย หลักการพิพากษาของตุลาการก็ใช้อย่างนี้ เอาหลักการ หลักธรรม กฎหมาย มาเป็นเกณฑ์ แล้วเอาคนนั้นมาขึ้นตาชั่งอีกทีหนึ่ง แล้ววัดด้วยกฎหมายหรือวัดด้วยธรรม จะวัดด้วยนิติธรรมหรือหลักธรรมที่แท้ก็แล้วแต่ วัดการกระทำแต่ละอย่าง การกระทำอันนี้ไม่ว่าฝ่ายไหนทำก็ตามไม่ถูก จะไม่เป็นว่าฝ่ายนี้ดี ฝ่ายนี้ไม่ดี ทั้งสองฝ่ายอาจมีทั้งถูกทั้งผิด อันไหนที่ทำผิดก็แก้เสีย ไม่ใช่ฝ่ายไหนที่ตัวชอบ ฝ่ายนั้นทำอะไรก็ดีหมด ฝ่ายไหนตัวไม่ชอบทำอะไรเสียหมด ... ถ้าวัดกันอย่างนี้ จะเห็นความสว่างขึ้นมา ลดการถือข้างถือฝ่ายลงได้”
นอกจากนี้ พระพรหมคุณาภรณ์ให้หลักในการดูเหตุการณ์ของประชาชนไว้ว่า ประชาชนควรใช้หลักการขึ้น “ปัญญาปราสาท” มองเหตุการณ์ คือ ให้ขึ้นในที่สูง อยู่เหนือเหตุการณ์ มองดูให้เห็นภาพรวม จึงจะวินิจฉัยถูกผิดได้ง่ายขึ้นกว่าการไปคลุกฝุ่นอยู่ จะพ้นจากความเป็นฝักฝ่ายได้ง่ายขึ้น
“ประชาชนต้องเป็นอิสระ เป็นผู้แก้ปัญหา ใช้นักการเมืองเป็นเครื่องมือ ให้นักการเมืองพิสูจน์ตัวเอง ประชาชนอย่าไปตกเป็นเบี้ยล่างของนักการเมือง ต้องอยู่เหนือเขา ประชาต้องมีหลักของตัวเอง”
ในส่วนผู้ทำหน้าที่แทนสมาชิกในสังคม
“ฝ่ายผู้กระทำก็ต้องพิสูจน์ รู้ว่าอะไรชอบธรรม จะสร้างสรรค์สังคมก็ต้องพิสูจน์ ทำเป็นตัวอย่าง ทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่านิติธรรมหรือหลักธรรม ถ้าแม้แต่นิติธรรมขั้นต้นที่ถือเป็นหลักก็ยังไม่ทำ ต่อไปพอมีอำนาจจะไว้ใจได้อย่างไร แล้วก็ต้องทำตั้งแต่บัดนี้ ไม่ใช่รอให้สำเร็จงานของฉันก่อนแล้วฉันจึงจะทำ ถ้าบัดนี้ธรรมะขั้นพื้นฐานคุณยังไม่ทำ แล้วฉันจะเชื่อได้อย่างไรว่าคุณจะทำต่อไป มีข้ออ้างได้ตลอด”
ได้แต่ตั้งความปรารถนาว่าด้วย “ปัญญาปราสาท” ที่สมาชิกในสังคมนี้ขึ้นมองเหตุการณ์ความเป็นไปในสังคมของตนแล้ว เมื่อสติมา สามารถก้าวข้ามความรักและความชัง ปัญญาสว่าง มองเหตุการณ์ได้ถูกต้อง จะทำให้คนพัฒนา สังคมก็พลอยพัฒนาไปด้วย สมาชิกของสังคมและสังคมต่างอาศัยซึ่งกันและกันแล้ว จะทำให้ชาติไทยสามารถก้าวหน้าสู่จุดหมายได้โดยสันติสุข







