
ต้นทุนประชาธิปไตยเศรษฐกิจไทยกระเทือนหนัก
ด้านการใช้จ่ายของรัฐบาล หากมีการยุบสภา ไม่มีฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีรัฐบาล จะเป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายงบลงทุนในงบประมาณประจำปี 2553 และเงินในแผนไทยเข้มแข็ง
ด้านการใช้จ่ายของรัฐบาล หากมีการยุบสภา ไม่มีฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีรัฐบาล จะเป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายงบลงทุนในงบประมาณประจำปี 2553 และเงินในแผนไทยเข้มแข็ง
โดย...ทีมข่าวการเงิน
สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่ความตึงเครียด ประเด็นที่ถกเถียงกันคือ ปัญหาการเมืองจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแค่ไหน ต้นทุนจากการเรียกร้องประชาธิปไตยครานี้จะแพงแค่ไหน
สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้วิเคราะห์ผลกระทบไว้อย่างเป็นระบบว่า กรณีมีความรุนแรงน้อยจะกระทบให้เศรษฐกิจลดลง 0.2% หากรุนแรงจะกระทบถึง 0.5% และหากรุนแรงมากจะลดลง 1.8%
ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่ในปัจจุบันถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่กำลังดีดตัวขึ้นมา ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการเร่งใช้จ่ายของรัฐบาล
เห็นได้จากโมเมนตัมทางเศรษฐกิจได้ส่งผ่านมายังปี 2553 อย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากมูลค่าการส่งออกสินค้า 2 เดือนแรกที่ขยายตัว 26% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2 เดือนแรกขยายตัวถึง 35% จนยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงเดือนแรกขยายตัวถึง 15.4%
ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ 2 เดือนแรก|ขยายตัว 32% เนื่องจากรายได้เกษตรกร 2 เดือนแรกขยายตัว 10%
ทุกฝ่ายจึงคาดการณ์ว่า หากปัญหาการเมืองไม่รุนแรง ไม่ยืดเยื้อ เศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างดี จนบริษัท มอร์แกน สแตนเลย์ ต้องปรับเพิ่ม|น้ำหนักการลงทุนตลาดหุ้นไทยใน MSCI ขึ้น
ถ้าพิเคราะห์ในด้านหลักๆ จะพบว่าฤทธิ์เดชของม็อบเสื้อแดงนั้นได้กระทบต่อระบบเศรษฐกิจตรงๆ ใน 3 ด้าน
ด้านความเชื่อมั่น ด้านอุปสงค์ และด้านอุปทาน
ผลกระทบผ่านช่องทางความเชื่อมั่นที่อ่อนไหวนั้น ถือเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีชั่วข้ามคืนต่อคนเล่นหุ้น ผู้บริโภค ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม นักลงทุนไทย และหากกระทบรุนแรงจะส่งผ่านไปยังนักลงทุนต่างประเทศให้ชะลอการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศด้วย
โดยปกติเมื่อเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ดัชนีตลาดหุ้นจะลดลง แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย กลับพบว่าดัชนีตลาดหุ้นกลับขึ้นต่อเนื่องจนทะลุ 800 จุด
สาเหตุหลักมาจากนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อ เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจฟื้นตัว และเป็นสาเหตุให้ค่าเงินบาทแข็งสุดในเกือบ 2 ปี ที่ 32.3 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยเทขาย เนื่องจากความกังวลเรื่องปัญหาการเมือง
แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจซื้อขายหุ้น และมีผลต่อค่าเงินบาท แต่เหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ เพราะอัตราผลตอบแทนต่อราคาหุ้น (P/E ratio) ของไทยอยู่ในระดับต่ำอยู่ที่ 11.4 เท่า ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 15.7 เท่า ไต้หวันอยู่ที่ 15.2 เท่า สิงคโปร์อยู่ที่ 15.1 เท่า อินโดนีเซียอยู่ที่ 14.1 เท่า ฮ่องกงอยู่ที่ 13.9 เท่า ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 12.8 เท่า
เครื่องชี้นำเศรษฐกิจ 2 ตัว ที่เริ่มสะท้อนผลกระทบของปัญหาการเมืองที่ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว คือ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ลดลงมาอยู่ที่ 70.9 หลังจากที่ปรับตัวขึ้นมาได้ 4 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ลดลงมาอยู่ที่ 114.5 หลังจากที่ปรับตัวขึ้นมาได้ 6 เดือน
หากผลของการเมืองกระทบในกรณีรุนแรงจะส่งผ่านไปยังความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศให้ชะลอการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่เข้ามายังไทย
และหากเกิดผลกระทบในกรณีรุนแรงมาก จนอาจมีการกระทำการอันเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ ยึดทำเนียบรัฐบาล หรือมีเหตุให้ยุบสภา อาจจะเกิดการเทขายหุ้นของนักลงทุนจนตลาดหุ้นตกได้
สิ่งที่ตามมาคือเกิดการชะงักงันของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร และอาจมีนักลงทุนต่างชาติบางส่วนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมจะลดลงอย่างมาก
ส่วนผลกระทบจากการเมืองที่ส่งผลทางลบทันทีต่อการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยว ในด้านการบริโภคนั้นสะท้อนได้จากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เริ่มลดลงแล้ว ปริมาณการชะลอการจับจ่ายใช้สอยต่อวันต่อคนที่ลดลงจากการไม่ออกนอกบ้านและการปิดห้างร้านต่างๆ ภาษีมูลค่าเพิ่มอาจจัดเก็บได้ลดลงบ้างตามความหนักเบาของสถานการณ์
หากผลของการเมืองกระทบในกรณีรุนแรง ประเภทของการบริโภคที่จะได้รับผลกระทบทันที ได้แก่ การบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม การใช้บริการโรงแรมและภัตตาคาร และการเดินทางสัญจร
การบริโภคทั้ง 3 ประเภทนี้ มีสัดส่วนสูงถึง 52.3% ของการบริโภคภาคเอกชน และส่งผลกระทบทันทีต่อการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนก่อสร้าง ซึ่งมีสัดส่วน 35.3% ของการลงทุนรวม แบ่งเป็นการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบทันทีต่อการส่งออกบริการ ในส่วนของบริการท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของการส่งออกบริการทั้งหมด (ท่องเที่ยว+ขนส่ง+สื่อสาร) หรือประมาณ 6.5% ของจีดีพี
หากผลกระทบของม็อบเสื้อแดงมีความรุนแรงมาก จนอาจมีการกระทำการอันเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ ยึดทำเนียบรัฐบาล หรือมีเหตุให้ยุบสภา จนเป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายหรือตั้งงบประมาณรายจ่าย จะส่งผลกระทบทางลบเพิ่มเติมจากกรณีรุนแรงต่อการบริโภคสินค้ากึ่งคงทน เช่น น้ำมัน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน ผลิตภัณฑ์เคมี พลาสติก กระดาษ และการบริโภคสินค้าคงทน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ จะลดลงตามความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ รายได้ และการมีงานทำ รวมถึงการลงทุนในสาขาที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น การลงทุนผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ เนื่องจากไม่มั่นใจว่าลงทุนและผลิตแล้วจะขายได้หรือไม่
ที่สำคัญยังกระทบทางลบอย่างมากต่อการท่องเที่ยว เพราะการเดินทางมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 70% ผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ การส่งออกสินค้า ซึ่งกว่า 25% ของการส่งออกทั้งหมดผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ
ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐนั้นก็ได้รับผลกระทบ เพราะหากไม่มีสภาหรือรัฐบาลก็จะมีผลให้การเบิกจ่ายล่าช้ามากขึ้น และทำให้การตั้งงบประมาณรายจ่ายปี 2554 เลื่อนออกไป กรณีนี้จะกระทบเศรษฐกิจอย่างมาก
สำหรับผลข้างเคียงต่อดุลบริการและส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัด ทั้งนี้ ส่วนประกอบของดุลบริการ คือ บริการรับและบริการจ่าย ในบริการรับ แบ่งออกเป็นรายได้จากการท่องเที่ยว ที่เหลือคือรายได้จากการสื่อสารและรายได้จากการขนส่ง เมื่อการเมืองส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางเข้าประเทศไทย หรือเข้ามาแต่อยู่ไม่นาน ย่อมทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงแน่นอน
นอกจากนี้ หากผลของเศรษฐกิจที่ชะลอลงไปส่งผลให้ความต้องการภายในประเทศลดลง ทำให้การนำเข้าสินค้าทุน สินค้าวัตถุดิบ และสินค้าอุปโภคบริโภคลดลง ในขณะที่การส่งออกสินค้าไม่ได้รับผลกระทบ
ขณะที่ผลกระทบจากการเมืองจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้านอุปทานในวงกว้างเกือบทุกสาขาการผลิต ยกเว้นภาคเกษตรกรรม
การวิเคราะห์ผลกระทบด้านอุปทานนี้ สามารถวิเคราะห์ได้ 2 ระดับ คือ ระดับประเทศและระดับ กทม. และปริมณฑล
หากผลของการเมืองกระทบรุนแรง จะส่งผลทางลบทันทีต่อการค้าส่งค้าปลีก โรงแรมและภัตตาคารก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน ซึ่งทั้ง 5 สาขาเศรษฐกิจมีสัดส่วนรวมกันถึง 27.4% ของจีดีพี ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นบ้างแล้วจากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การชะลอการจับจ่าย การไม่เดินทางสัญจรไปไหน และจะส่งผลบ้างต่อการจ้างงานในสาขาเศรษฐกิจดังกล่าว ที่จะกระทบรุนแรงและเห็นชัดที่สุดในระดับไมโคร คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ธุรกิจการจัดประชุมสัมมนา
หากเกิดผลกระทบในกรณีรุนแรงมาก จนอาจมีการกระทำการอันเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ ยึดทำเนียบรัฐบาล หรือมีเหตุให้ยุบสภา จนเป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายหรือตั้งงบประมาณรายจ่าย นอกจากจะกระทบในวงกว้างแล้ว ยังกระทบทางลบเพิ่มเติมต่อภาคคมนาคม ขนส่งสื่อสาร ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้การผลิตหยุดชะงัก ระบบโลจิสติกส์เป็นอัมพาต การขนส่งสินค้าให้ถึงมือผู้ซื้อทั้งภายในประเทศและต่างประเทศมีโอกาสล่าช้า
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใน กทม. และปริมณฑลอย่างมาก เพราะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ มีสัดส่วนของเศรษฐกิจสูงถึง 43.8% ในจีดีพีทั้งหมด
หากผลของการเมืองกระทบในกรณีรุนแรง จะส่งผลทางลบทันทีต่อการค้าส่งค้าปลีก โรงแรมและภัตตาคาร ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน ซึ่งทั้ง 5 สาขาเศรษฐกิจมีสัดส่วนรวม 32.8% ของจีดีพี
แต่หากเกิดผลกระทบในกรณีรุนแรงมาก จนอาจมีการกระทำการอันเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ ยึดทำเนียบรัฐบาล หรือมีเหตุให้ยุบสภา จนเป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายหรือตั้งงบประมาณรายจ่าย นอกจากจะกระทบในวงกว้างแล้ว ยังกระทบทางลบอย่างมากต่อภาคคมนาคม ขนส่ง สื่อสาร ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสิ่งทอ อาหาร เครื่องดื่ม อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป
เมื่อการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการเมืองแล้ว จะพบว่าเศรษฐกิจที่แท้จริงจะลดลงจากกรณีฐานลบ 0.2% ถึงลบ 1.8%
ยิ่งเมื่อนำข้อมูลต่างๆ มาประมวลผลตามสถานการณ์ก็จะเห็นภาพถึงการทรุดตัวได้ง่าย
กรณีเบา สมมติให้จำนวนนักท่องเที่ยวกระทบผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง 10% หรือลดลง 3.68 แสนคน ในไตรมาส 2 และกลับเป็นปกติที่ 1.26 ล้านคน และ 1.56 ล้านคน ในไตรมาส 3 และ 4 ตามลำดับ จะทำให้รายได้ท่องเที่ยวหายไป 5,000 ล้านบาท
การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ลดลงโดยคำนวณจากคน กทม. 6.8 ล้านคน คูณด้วยจำนวนเงินที่ใช้จ่ายลดลงต่อวันต่อคนประมาณ 50 บาท คูณจำนวนวันในไตรมาส 2 ประมาณ 90 วัน ก็จะตก 3.06 หมื่นล้านบาท
กรณีรุนแรง สมมติให้จำนวนนักท่องเที่ยวกระทบผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงประมาณ 20% หรือลดลง 7.36 แสนคน และ 7.56 แสนคน และ 2.34 แสนคน ในไตรมาส 2, 3 และ 4ตามลำดับ รายได้ท่องเที่ยวหายไป 2.08 หมื่นล้านบาท
การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 และ 3 ลดลงโดยคำนวณจากคน กทม. 6.8 ล้านคน คูณจำนวนเงินที่ใช้จ่ายลดลงต่อวันต่อคนประมาณ 50 บาท คูณจำนวนวันในไตรมาส 2 และ 3 ประมาณ 180 วัน ก็จะตก 6.12 หมื่นล้านบาท
ด้านการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 และ 3 หายไปไตรมาสละ 5% ของการลงทุนเอกชนในไตรมาส 2+3 ในยามปกติ คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 4.55 หมื่นล้านบาท
กรณีรุนแรงมาก สมมติให้จำนวนนักท่องเที่ยวกระทบผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงประมาณ 30% หรือลดลง 1.1 ล้านคน และ 1.13 ล้านคน และ 0.94 ล้านคน ในไตรมาส 2, 3 และ 4 ตามลำดับ รายได้จากการท่องเที่ยวหายไป 4.43 หมื่นล้านบาท
การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2, 3 และ 4 ลดลงโดยคำนวณจากคน กทม. 6.8 ล้านคน คูณด้วยจำนวนเงินที่ใช้จ่ายลดลงต่อวันต่อคนประมาณ 50 บาท คูณด้วยจำนวนวันในไตรมาส 2, 3 และ 4 ประมาณ 270 วัน รายได้ก็จะหายไป 9.18 หมื่นล้านบาท
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2, 3 และ 4 หายไปไตรมาสละ 5% ของการลงทุนเอกชนในไตรมาส 2+3+4 ในยามปกติจะคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 6.82 หมื่นล้านบาท
ส่วนการส่งออกสินค้าจะถูกกระทบครั้งเดียวในเดือนเดียวของไตรมาส 2 ให้หายไป 25% ของมูลค่าส่งออกสินค้า คิดเป็นเม็ดเงินสูญเสียประมาณ 1.15 แสนล้านบาท เพราะการส่งออกผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ คิดเป็น 25% ของการส่งออกทั้งหมด และในไตรมาส 3 ถือเป็นช่วงพีกสุดของการส่งออกสินค้า จึงไม่มีทางที่รัฐบาลจะปล่อยให้ปิดสนามบินนานเกิน 1 เดือน
ด้านการใช้จ่ายของรัฐบาล หากมีการยุบสภา ไม่มีฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีรัฐบาล จะเป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายงบลงทุนในงบประมาณประจำปี 2553 และเงินในแผนไทยเข้มแข็ง ที่สำคัญอาจทำให้การตั้งงบประมาณรายจ่ายของปีงบประมาณ 2554 จะล่าช้าออกไป คิดเป็นเม็ดเงินที่เบิกจ่ายล่าช้า 4.1 หมื่นล้านบาท
นี่คือต้นทุนของประชาธิปไตยที่คนไทยต้องจ่าย...







