
ทนายไทยอัดเขมรหวังเปลี่ยนคำพิพากษา
ทนายไทยระบุกัมพูชาหวังเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา อำพรางคำถามในการยื่นขอให้ศาลตีความ ชี้คำร้องสับสน-ไม่ชัดเจน
ทนายไทยระบุกัมพูชาหวังเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา อำพรางคำถามในการยื่นขอให้ศาลตีความ ชี้คำร้องสับสน-ไม่ชัดเจน
เมื่อวันที่ 17 เม.ย. นายโดนัล เอ็ม.แมคเรย์ ทนายความฝ่ายไทย ได้ให้การทางวาจาในคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี2505ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก
นายโดนัลกล่าวว่า กัมพูชายื่นคำร้องให้ศาลตีความเพื่อขอความชัดเจนจากคำพิพากษาของศาลในปี 2505 แต่แท้จริงแล้วทางกัมพูชาไม่ได้เป็นการขอให้ตีความ แต่เป็นความพยายามในการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา เพื่อให้ศาลตัดสินว่าเส้นเขตแดนเป็นไปตามแผนที่ภาคผนวก 1 หรือ แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 หรือระวางดงรัก ซึ่งศาลได้ปฏิเสธที่จะตัดสินไปแล้วในปี 2505 เพราะศาลไม่สามารถวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้
ทั้งนี้กัมพูชาได้ขอให้ศาลประกาศพันธกรณีที่ไทยต้องถอนตำรวจและทหารออกจากตัวปราสาทและบริเวณที่เป็นข้อพิพาท ซึ่งเป็นส่วนปฏิบัติการในคำพิพากษา ปี 2505 รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าตัวปราสาทอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา เพื่อที่จะให้ศาลตีความย้ำว่าดินแดนของกัมพูชาอยู่ในทั้งพื้นที่ปราสาทและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งถูกกำหนดไว้โดยแผนที่ 1:200,000 แต่เหล่านี้เป็นถ้อยแถลงที่ไม่ได้เป็นคำถามในการตีความดินแดนของกัมพูชา เป็นการขอให้พูดซ้ำในสิ่งที่ศาลพูดไปแล้ว ซึ่งทำให้เกิดการเสียเวลา และไม่เกิดผลใดๆ
"การขอให้ศาลตีความว่าตัวปราสาทและบริเวณใกล้เคียงนั้นเคยพิพากษาโดยใช้แผนที่ในภาคผนวก 1 ไม่ได้เป็นการบอกโดยตรง แต่เป็นการแทรกหรือการเสริมคำขอที่ส่งมายังศาล ทั้งที่เมื่อปี 2505 ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่าเส้นบนแผนที่ภาคผนวก 1 เป็นเส้นกำหนดเขตแดนระหว่างคู่ความ แต่ได้ปฏิเสธอย่างชัดแจ้งไปแล้ว จึงถือว่าทางกัมพูชาอำพรางคำถามในการยื่นขอให้ศาลตีความ"นายโดนัลกล่าว
นายโดนัล กล่าวด้วยว่า ข้อ 50 ของธรรมนูญศาลกฎระเบียบชัดเจนอยู่แล้วว่าคำขอที่ให้ศาลตีความต้องเป็นสิ่งที่จำเพาะเจาะจง ทั้งนี้ข้อที่ 98 ของระเบียบศาลยังระบุถึงความจำเพาะเจาะจงในเรื่องที่เป็นข้อพิพาทหรือขอบเขตของคำพิพากษา แต่ในคำร้องของคำขอของกัมพูชาไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย ไม่มีทั้งความชัดเจนหรือความจำเพาะเจาะจงที่ชัดแจ้ง สิ่งที่กัมพูชาขอศาลล้วนเป็นความสับสนและความไม่ชัดเจน







