posttoday
สิ้นทองกระทิง!นักลงทุนกลับลำแห่ซบหุ้น-บอนด์

สิ้นทองกระทิง!นักลงทุนกลับลำแห่ซบหุ้น-บอนด์

17 เมษายน 2556

กลายเป็นข่าวเขย่าขวัญนักลงทุนทั่วทั้งโลกยิ่งกว่าปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือไปแล้ว เมื่อราคาทองคำทำสถิติดิ่งเหวลงติดต่อกัน 2 วันครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบกว่า 30 ปี

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

กลายเป็นข่าวเขย่าขวัญนักลงทุนทั่วทั้งโลกยิ่งกว่าปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือไปแล้ว เมื่อราคาทองคำทำสถิติดิ่งเหวลงติดต่อกัน 2 วันครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบกว่า 30 ปี โดยราคาทองงวดส่งมอบเดือน มิ.ย. ร่วงลงแรงถึง 63.5 เหรียญสหรัฐ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และดิ่งลงซ้ำอีก 5140.30 เหรียญสหรัฐ หรือ 9.3% เมื่อวันจันทร์ที่ 15 เม.ย. รวม 2 วันดำดิ่งลงไปถึง 203.8 เหรียญสหรัฐ ฉุดให้ราคาทองคำโลกลดลงไปแตะ 1,361.10 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

หากนับจากที่ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะ 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อเดือน ส.ค. 2554 ณ วันนี้ ราคาทองคำได้ร่วงลงไปแล้วมากถึงกว่า 500 เหรียญสหรัฐ ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปี และยังมีแนวโน้มที่อาจเห็นราคาทิ้งตัวลงอีกอย่างต่อเนื่อง ทลายความเชื่อเดิมๆ ของนักลงทุนทั่วไปว่า “ราคาทองมีแต่ขึ้น” ลงอย่างราบคาบ

ที่สำคัญ ภาวะดังกล่าวยังนับเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าวัฏจักรตลาดกระทิงของทองคำที่ทำราคาเพิ่มขึ้นถึง 30% ตลอดช่วง 12 ปีที่ผ่านมา กำลังจะปิดฉากลงแล้ว

แม้การเทขายทองกว่า 200 เหรียญสหรัฐติดต่อกันถึง 2 วัน จะดูเหมือนเป็นเพียงสัญญาณความตื่นตระหนกของนักลงทุน ทว่าหากวิเคราะห์จากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจโลกจะเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่ทำให้ราคาทองดิ่งลงพรวดพราดไม่ใช่เรื่องของความตื่นตระหนก แต่เป็นเพราะนักลงทุนตระหนักได้ว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจโลกในวันนี้ที่เปลี่ยนไปจากยุควิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์เมื่อ 5 ปีก่อน กำลังจะทำให้โฉมหน้าของการเก็งกำไรในทองคำเปลี่ยนไป

ปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่งนั้น เป็นเพราะความเสี่ยง “ภาวะเงินเฟ้อ” ทั่วโลกนั้นกำลังปรับตัวลดลง และส่งผลให้บทบาทของทองคำในฐานะเครื่องมือลดความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อเริ่มจางหายลงตามไปด้วย

การที่ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากความกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกจะดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรง หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินมาตรการทั้งด้านการเงินและการคลัง โดยการลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ระดับต่ำสุดที่ 00.25% พร้อมทั้งพิมพ์เงินเข้าซื้อสินทรัพย์เป็นจำนวนมหาศาล

ทว่าปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มทยอยฟื้นตัวได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดันให้เงินเหรียญสหรัฐเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้งเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินสำคัญของโลก และส่งผลให้บทบาทของทองคำเริ่มลดลงตามไปด้วย

ประการสำคัญที่สืบเนื่องต่อมาก็คือ ความหวาดกลัวต่อวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกเริ่มจางลง เป็นที่ทราบกันดีว่านอกจากหนีความเสี่ยงเงินเฟ้อแล้ว นักลงทุนยังซื้อทองคำตุนไว้ทุกครั้งเมื่อมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน หรือวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกขึ้น เช่น ปัญหาในภาคการเงินสหรัฐหลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกเมื่อปี 2551

การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐสามารถขยายตัวได้ดีเกินคาด 0.4% ในไตรมาส 4 ของปี 2555 ที่ผ่านมา ขณะที่ภูมิภาคยุโรปก็สามารถประคับประคองปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ และทำให้เขตเศรษฐกิจยูโรโซนรอดพ้นจากการล่มสลายมาได้ เช่นเดียวกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่มีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปีนี้ หลังการระดมอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทุกวิถีทาง ส่งผลให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องนำเงินไปพักหนีความเสี่ยงในทองคำเหมือนในช่วง 56 ปีที่ผ่านมาอีกต่อไป

นอกจากนี้ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาทองคำโลกปรับตัวลงครั้งล่าสุดยังเป็นเพราะความกังวลกันว่าเฟดอาจตัดสินใจ “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” และ “ยกเลิกการใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี)” เร็วกว่าที่คาดไว้เดิม หลังจากที่มีการเปิดเผยบันทึกการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า ผู้บริหารบางคนเริ่มกังวลเรื่องผลกระทบจากการใช้มาตรการกระตุ้นมากเกินไป และเสนอให้ยกเลิกการกระตุ้นภายในปีนี้

ขณะเดียวกัน การถอนตัวของนักลงทุนยังมาจากความกังวลว่าราคาทองจะตกลงอย่างรวดเร็ว หลังมีข่าวว่าธนาคารกลางไซปรัสอาจนำทองคำสำรองออกขายเพื่อหาเงินมากอบกู้ภาคการเงินในประเทศ ซึ่งทำให้ธนาคารเพื่อการลงทุนยักษ์ใหญ่อย่างโกลด์แมน แซคส์ แนะนำให้นักลงทุนรีบเทขายสัญญาทองคำโดยเร็ว ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทว่า ปัจจัยที่อาจมีอิทธิพลมากกว่าและทำให้นักลงทุนตัดสินใจถอนตัวจากตลาดทองคำก็คือ “ผลตอบแทนที่ลดลง” เมื่อเทียบกับ “ตลาดหุ้น” และ “พันธบัตร” ที่กลับมาเติบโตอย่างร้อนแรงอีกครั้ง

ในปี 2556 นี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะวอลสตรีต มีปริมาณและมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างน่าจับตา ดัชนีอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ปรับตัวขึ้นไปแล้วถึง 11% ในช่วง 4 เดือนมานี้ โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดาวน์โจนส์ทำสถิติสูงสุดทุบประวัติศาสตร์อีกครั้งไปแตะ 14,865.14 จุด เช่นเดียวกับดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ทะยานไปสู่สถิติใหม่ในระดับ 1,593.37 จุด

“ในโลกของกระแสเงินร้อนเช่นนี้ หลายคนไม่มีความอดทนกันมากพอ โดยเฉพาะเมื่อเห็นดาวน์โจนส์พุ่งทำสถิติใหม่ ทำให้หลายคนเริ่มคิดกันว่า ไม่ควรพลาดโอกาสในหุ้น และหมกตัวอยู่กับทองคำอีกต่อไป” ปีเตอร์ ชิฟฟ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทลงทุน ยูโร แปซิฟิก แคปิตอล ให้ความเห็นกับเอพี

นอกจากตลาดหุ้นแล้ว นักลงทุนยังหวนกลับไปลงทุนในตลาดพันธบัตรกันอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกอย่างหนาตา โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐ ปรับตัวขึ้น 2% ตามความต้องการในตลาดที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เฟดก็ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้นสูงสุดทุบสถิติที่ 2.95 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 89 ล้านล้านบาท)

เมื่อประกอบทุกเหตุผลเข้าด้วยกันแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนทั่วโลกจะพร้อมใจกันถอนตัวออกจากตลาดทองคำ กระโจนไปสู่ตลาดใหม่ที่เร้าใจมากกว่า จนส่งผลให้ราคาทองปรับตัวดิ่งลงรวมแล้วเกือบ 7% นับตั้งแต่เริ่มปี 2556 และอาจเป็นการปิดฉากยุครุ่งเรืองของราคาทองคำตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมาลง

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI