
ทางที่อภิสิทธิ์จะเลือกเดิน
....ภุมรัตน์ ทักษาติพงษ์
เป็นที่เข้าใจได้ว่าคุณอภิสิทธิ์อยู่ภายใต้
“แรงกดดัน” จากสองด้าน ด้านหนึ่ง จากแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยกระดับการกดดันมายึดพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ ใช้ความเสียหายต่อเศรษฐกิจระดับชาติมาเป็นตัวประกันต่อรองกับรัฐบาล อีกทั้งยังท้าทายต่อคำสั่งของรัฐอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายอีกด้านหนึ่ง จากกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาล ที่ต้องการให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อไป แต่เรียกร้องให้เขาบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังต่อกลุ่ม นปช.
เสียงเรียกร้องจากคนกลุ่มหลังมีมากขึ้นทุกที กดดันให้คุณอภิสิทธิ์ต้องเร่งตัดสินใจว่าจะปล่อยให้ นปช.ฮึกเหิมทำผิดกฎหมายต่อไป หรือตัดสินใจบังคับใช้กฎหมายตามคำเรียกร้องของประชาชนส่วนใหญ่
คุณอภิสิทธิ์ต้องฟังเสียงคนส่วนอื่นของสังคมด้วย โดยเฉพาะคน กทม. ซึ่งการดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเขาได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม คนเหล่านี้จึงต้องออกมาปกป้องสิทธิของเขา
รัฐบาลมี
“หน้าที่” ดูแลความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และผลประโยชน์ของชาติซึ่งขณะนี้ได้รับความเสียหายอย่างชัดเจน ทั้งที่ประเมินเป็นมูลค่าได้และที่ประเมินไม่ได้ แต่รัฐบาลยังไม่ได้แสดงอะไรที่ให้คน กทม. เห็นว่าได้คุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของประชาชน หรือรักษากฎหมายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแม้แต่น้อยกลุ่มคนเสื้อแดงกล้าแม้แต่จะบุกเข้าไปในรัฐสภา ซึ่งเป็น
“เขตพระราชฐาน” แม้ทำให้เหตุผลของรัฐบาลที่ได้ขอให้ฝ่ายทหารมาป้องกันรัฐสภาในครั้งก่อนมีน้ำหนักมากขึ้นก็ตาม แต่สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนใน กทม. ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ถ้ารัฐบาลไม่ยอมทำหน้าที่ของตนเองในการให้ความคุ้มครอง ดูแลสิทธิและความปลอดภัยให้กับประชาชนที่ถูกข่มขู่คุกคาม ประชาชนคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรวมตัวกัน “ป้องกันตนเอง”คน กทม. มองว่าส่วนหนึ่งเป็นความผิดของรัฐบาลที่ปล่อยให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลและสถาบันหลักของชาติละเมิดกฎหมายมานาน โดยไม่ยอมบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา จนทำให้คนกลุ่มนี้ได้ใจ เหิมเกริม กล้าที่จะกระทำผิดกฎหมายเรื่อยๆ เพราะเห็นความอ่อนแอของรัฐบาล สถานการณ์ในวันนี้เห็นได้ชัดว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ได้ก้าวข้ามพ้นการเมืองไปสู่ปัญหาความมั่นคงของประเทศแล้ว เป็นการใช้เสรีภาพเกินกว่าที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการปลุกปั่น ปลุกระดมให้คนไทยแตกแยกกัน ต่อสู้กันเอง มีผลทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ทำร้ายประเทศชาติ ทำลายเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการทำลาย
“ความเชื่อมั่น” ของประเทศ ซึ่งใช้เงินทองซื้อกลับคืนมาไม่ได้ และต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาประชาชนคน กทม.ส่วนหนึ่งขอให้ช่วยเขียนเรียกร้องต่อคุณอภิสิทธิ์ ดังนี้
หนึ่ง อย่ายุบสภา ตามคำขู่ของ นปช. เพราะนั่นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง การแก้ปัญหาไม่ใช่การยอมตามคำขู่อย่างไร้เหตุผล เพราะเห็นว่าการบริหารประเทศต่อไปน่าจะเป็นผลดีต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
สอง เรียกร้องให้คุณอภิสิทธิ์ แสดงความกล้าหาญและลงมือทำด้วยการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง เพราะยิ่งปล่อยไปนานประเทศชาติยิ่งเสียหายมากขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศ ความเดือดร้อนจะแผ่ขยายวงกว้างมากขึ้น
คุณอภิสิทธิ์เลิกอ้างได้แล้วว่า ไม่อยากทำอะไรเพราะเป็นคนไทยด้วยกัน คำพูดเช่นนี้ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผลก็คือบ้านเมืองวุ่นวายมาจนถึงทุกวันนี้ ในความเป็นจริง ถ้าคนไทยคนใดทำผิดกฎหมายจนเกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติเช่นนี้ รัฐบาลก็ต้องบังคับใช้กฎหมายซึ่งเป็นไปตามหลักสากล กล่าวคือ ตามขั้นตอน จากเบาไปหาหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไหนๆ ก็ทำกันทั้งนั้น
เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจได้ถึงเหตุผลและความจำเป็นที่รัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อลดความเสียหายแก่ประเทศชาติซึ่งบอบช้ำมากพอควรแล้ว รัฐบาลไม่มีเวลาที่จะให้ใครมาซ้ำเติมชาติให้บอบช้ำมากไปกว่านี้อีก
ผู้นำประเทศต้องมีความกล้าหาญในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและคนส่วนใหญ่ ดังเช่น ที่อดีตนายกรัฐมนตรีลีกวนยูแห่งสิงคโปร์เคยกล่าวไว้ว่า
“การบริหารประเทศไม่ยาก เพราะเขาจะยึดถือประโยชน์และเสียงของคนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ แต่ก็ไม่เพิกเฉยเสียงของคนส่วนน้อย” ด้วยเหตุนี้สิงคโปร์จึงเป็นประเทศที่การเมืองมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจก้าวรุดหน้า ทั้งที่ประเทศไม่มีทรัพยากรอะไร แต่ผู้นำประเทศมี “ปัญญาและความกล้าหาญ”หลักการนี้เชื่อว่าคุณอภิสิทธิ์ทราบดี แต่เราก็เห็นใจที่
“เครื่องมือด้านความมั่นคง” ที่คุณอภิสิทธิ์จะใช้ “อิดออด” ที่จะ “ทำงาน” โดยท่านเหล่านี้ลืมไปว่า “ตำแหน่ง” ที่ได้นั้น มาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบ” ในการรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ พวกท่านกำลังปล่อยให้บ้านเมืองมีสภาพเป็น “อนาธิปไตย” ที่คนไม่เคารพกฎหมาย มีการใช้อาวุธสงครามข่มขู่คุกคามชีวิตและทรัพย์สินประชาชนไม่เว้นแต่ละวัน ประเทศไทยกำลังจะเป็น “รัฐล้มเหลว” (Failed State) ในการบังคับใช้กฎหมาย ท่านต้องการนั่งดูบ้านเมืองหายนะไปต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นหรือ?ขณะเดียวกันประชาชนคน กทม. (เราเชื่อว่าคนส่วนอื่นของประเทศคงรู้สึกแบบเดียวกัน) ขอเรียกร้องไปยังแกนนำ นปช. ว่า ให้คิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
คนไทยทุกฝ่ายเกิด โต ใช้ทรัพยากรของแผ่นดิน อยู่เย็นเป็นสุขบนแผ่นดินไทยมาจนทุกวันนี้ ถ้าทุกฝ่ายคิดเอาประเทศชาติเป็นตัวตั้ง เมืองไทยคงไม่วุ่นวายเช่นทุกวันนี้







