posttoday
คำถามที่ต้องการคำตอบ (ตอน2)

คำถามที่ต้องการคำตอบ (ตอน2)

14 เมษายน 2556

สัปดาห์ที่แล้ว หลายคนน่าจะได้เริ่ม “ตั้งคำถาม” ที่แม้ว่าจะยังไม่ได้

สัปดาห์ที่แล้ว หลายคนน่าจะได้เริ่ม “ตั้งคำถาม” ที่แม้ว่าจะยังไม่ได้ “คำตอบเฉพาะตัว” แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้ “คำตอบแบบมาตรฐาน” กันไปบ้าง และสัปดาห์นี้บางคำถามอาจจะยากขึ้น เพราะส่วนใหญ่จะเป็นคำถามที่เกี่ยวกับการลงทุน

21. จะซื้อหุ้นตัวไหนดี

ในตลาดหลักทรัพย์มีหุ้นตั้งหลายร้อยตัวแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า หุ้นบริษัทไหนจะอนาคตดี มีโอกาสกำไร ที่ไม่ใช่แค่ “เขาบอกว่าหุ้นตัวนี้ดี”

ถ้าอยากจะรู้ว่า “หุ้นตัวไหนดี” ต้องตอบคำถามหลายคำถาม แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป

ต้องเริ่มจากคำถามใหญ่ๆ อย่างเช่น นับจากนี้แนวโน้มเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ใช่แค่เศรษฐกิจไทยเท่านั้น แต่ยังต้องถามไปถึงเศรษฐกิจโลก เพราะโลกการลงทุนในยุคนี้แม้แต่การว่างงานที่สหรัฐอเมริกาก็มีสะเทือนมาถึงตลาดหุ้นไทยได้

เมื่อได้คำตอบแล้วว่า เศรษฐกิจจะเป็นไปในทิศทางไหน คำถามต่อมา คือ แล้วอุตสาหกรรมอะไรที่จะได้ประโยชน์ หรือจะเติบโตได้ดีในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ และยังต้องถามไปถึงลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้นด้วยว่า อยู่ในช่วงขาขึ้น หรือขาลง

คำถามสุดท้าย แต่เป็นคำถามสำคัญ คือ แล้วบริษัทหรือหุ้นตัวไหนที่น่าจะเป็นดาวรุ่ง หรือดาวเด่นในอุตสาหกรรมที่เราได้คำตอบมาแล้วว่ามีอนาคตดี ซึ่งกว่าที่เราจะตอบคำถามง่ายๆ ข้อนี้ได้ครบก็ต้องประเมินกันหลายๆ ด้าน มองกันหลายๆ มุม ทั้งฐานะการเงิน โอกาสทางธุรกิจ ความสามารถและความโปร่งใสของผู้บริหาร

และคำถามที่สำคัญ คือ บริษัท หรือหุ้น ที่เราคิดว่าดีน่าซื้อ แต่ต้องถามด้วยว่า “ราคาแพงเกินไปหรือยัง” เพราะหลายครั้งที่หุ้นดี แต่ยังไม่น่าซื้อ เพราะราคาสูงเกินไป ก็คงต้องรอกันไปก่อน

22.“วีไอ” เขาเป็นใคร

สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ น่าจะสงสัยว่า “วีไอ” คือ อะไร และคนที่บอกว่า เขาเป็น “วีไอ” เขาเป็นใคร ซึ่งถ้าคิดจะเป็นนักลงทุนอย่าปล่อยให้คำถามนี้ค้างคาใจ เพราะคำตอบที่ได้อาจจะเป็นกุญแจที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนก็เป็นได้

วีไอ (VI) ย่อมาจากคำว่า Value Investor หรือนักลงทุนหุ้นคุณค่า ที่จะเน้นลงทุนแต่หุ้นที่เรียกว่า “Value Stock”

ในเว็บไซต์ tsithailand.org โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้คำจำกัดความ Value Stock ว่า หมายถึง หุ้นที่มีราคาหรือมูลค่าต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมตามทฤษฎี (ของดี ราคาถูก) หรือเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี เหมาะสำหรับการลงทุนในระยะยาว

ลักษณะเด่นของหุ้นประเภทนี้ คือ เป็นหุ้นที่เน้นอัตราปันผลสูง แต่มักจะมีผลการดำเนินงานเติบโตไม่โดดเด่น หรืออาจเป็นกิจการที่มีการเติบโตเต็มที่แล้ว ทำให้คนตีราคาของหุ้นตัวนี้ต่ำมากจนไม่สนใจซื้อขายกัน จึงทำให้ราคานั้นต่ำกว่าราคาที่เหมาะสม

หลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้ตัดสินใจว่าหุ้นตัวไหนเป็น Value Stock จะมีลักษณะใหญ่ๆ 3 ข้อ ได้แก่

1.อัตราการจ่ายเงินปันผล (High Dividend Yield) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่มเดียวกัน หรือเรียกอีกอย่างว่า “หุ้นปันผล” (Dividend Stock)

2.หุ้นที่มีการซื้อขายที่ P/E Ratio ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่ม หุ้นลักษณะนี้มักจะมีผลการดำเนินงานด้อยกว่าหุ้นในกลุ่มเดียวกัน หรือต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้ผู้ลงทุนให้ค่าพรีเมียมหรือ P/E Ratio ที่ต่ำนั้นเอง

3.หุ้นที่มีการซื้อขายที่ P/BV Ratio ต่ำกว่า ค่าเฉลี่ยของตลาดหรือของกลุ่ม ลักษณะโดยรวมจะคล้ายคลึงกับประเภทที่ 2 ดังที่กล่าวมาข้างต้น

นอกจากนี้ วีไอ จะตัดสินใจซื้อหุ้นตัวนั้น เมื่อราคาหุ้นต่ำกว่าค่ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ เพื่อให้การลงทุนครั้งมีความปลอดภัยมากขึ้นอีก ที่เรียกว่า “Margin of Safety” หรือ “ส่วนเผื่อความปลอดภัย”

เพราะฉะนั้น นักลงทุนแบบวีไอ ก็คือ นักลงทุนที่เน้นลงทุนเฉพาะ Value Stock โดยมีคุณปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็น “ไอดอล”

23.อีทีเอฟ เป็นหุ้น หรือกองทุน

น่าจะได้ยินชื่อ อีทีเอฟ หรือ Exchange Traded Fund กันมาสักพักแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่า อีทีเอฟ เป็นหุ้น หรือเป็นกองทุน เพราะซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ (ปัจจุบันมีอยู่ 14 ตัว) แต่มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เป็นคนบริหารจัดการ

คำตอบของคำถามนี้ คือ อีทีเอฟ เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่นำมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ จึงทำให้มีคุณสมบัติที่ดีเหมือนทั้งหุ้นและกองทุนรวม ไม่ว่าจะเป็น...

1.ซื้อขายได้ทั้งวันและรู้ราคาทันทีเหมือนหุ้น โดยที่ไม่ต้องรอสิ้นวันเหมือนกองทุนรวม

2.ซื้อง่ายขายคล่อง เพราะจะมีผู้ดูแลสภาพคล่องคอยทำหน้าที่เสนอซื้อและเสนอขายอีทีเอฟ

3.กระจายการลงทุนเหมือนกองทุนรวม เพราะโดยมากแล้วอีทีเอฟจะลงทุนเลียนแบบดัชนีหุ้นที่มีส่วนผสมของหุ้นหลายๆ ตัวอยู่ในนั้น และยังสามารถลงทุนเลียนแบบดัชนีได้หลายประเภท

4.ค่าบริหารจัดการต่ำกว่ากองทุนรวมทั่วไป เพราะ อีทีเอฟ บริหารในเชิงรับไม่ต้องทำให้ได้ผลตอบแทนดีกว่าตลาด แค่ให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีก็พอแล้ว

เพราะฉะนั้น อีทีเอฟ จึงเหมาะมากสำหรับคนที่ไม่รู้จะเลือกหุ้นตัวไหน ไม่อยากตอบหลายคำถาม (เหมือนกับคำถามข้อ 21)

24.มีเงินน้อยซื้อ ตราสารหนี้ ได้ไหม

ตราสารหนี้ เป็น “ของชอบ” ของคนที่ต้องการรายได้ประจำ เพราะตราสารหนี้จะจ่ายดอกเบี้ยเป็นประจำ อาจจะเป็นไตรมาสละครั้ง หรือปีละครั้ง และจะยิ่งชอบมากขึ้นถ้าเป็นตราสารหนี้ที่ผู้ออกตราสารหนี้มีความน่าเชื่อถือ เพราะจะมั่นใจได้ว่า จะสามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ตามที่สัญญาไว้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ สำหรับหุ้นกู้ของบางบริษัทอาจจะเข้าขั้นเป็น “ของหายาก” เพราะไม่ใช่นึกอยากจะซื้อแล้วจะไปขอซื้อได้ง่ายๆ โดยเฉพาะถ้าเราไม่ใช่นักลงทุนเก่าแก่ ก็อาจจะต้องไปต่อคิวจับสลาก หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องไปรอซื้อต่อจากคนอื่น โดยไปติดต่อกับผู้ค้าตราสารหนี้ เช่น ธนาคาร และบริษัทหลักทรัพย์

และถ้าคิดจะลงทุนตรงต้องใช้เงินมากหน่อย แต่สำหรับคนมีเงินน้อยจะซื้อตราสารหนี้ได้หรือไม่ คำถามนี้ตอบง่ายๆ ตรงไปตรงมาว่า “ได้แน่นอน” เพียงแต่ต้องเปลี่ยนช่องทางการซื้อจากการซื้อโดยตรง มาเป็นการซื้อผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้

กองทุนรวมตราสารหนี้ เหมาะมากสำหรับคนที่อยากลงทุนตราสารหนี้แต่มีเงินน้อย เพราะใช้เงินเพียงแค่ไม่กี่พันบาท ไปจนถึงไม่กี่หมื่นบาท และมีให้เลือกหลายแบบตามความชอบของแต่ละคน

เช่น บางคนชอบความปลอดภัยสูงก็เลือกกองทุนที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่บางคนต้องผลตอบแทนสูงขึ้นมานิดและรับได้ถ้าความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นก็สามารถลงทุนในกองทุนที่เน้นหุ้นกู้ภาคเอกชน ไปจนถึงตราสารหนี้ต่างประเทศ

กองทุนรวมตราสารหนี้มีทั้งแบบปิดและแบบเปิด โดยกองทุนปิดจะมีกำหนดเวลาการลงทุนที่แน่นอนและไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้หากกองทุนยังไม่ครบกำหนด แต่เราจะรู้ชัดเจนว่า ผลตอบแทนที่จะได้รับเมื่อกองทุนครบกำหนดจะเป็นเท่าไร ในขณะที่กองทุนเปิดไม่มีระยะเวลากำหนดอยากซื้อ อยากขายเมื่อไรก็ได้ แต่ต้องทำใจว่าบางช่วงเวลาอาจจะขาดทุนก็ได้

25.เครดิต เรตติ้ง คืออะไร

ถ้าจะถามเรื่องการลงทุนตราสารหนี้แล้วจะไม่ถามถึง “เครดิต เรตติ้ง” หรือการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ก็คงไม่ได้ เพราะเครดิต เรตติ้ง จะช่วยบอกให้เรารู้ว่า คนที่ออกตราสารหนี้และตัวตราสารหนี้แต่ละตัวมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญ คือ มีโอกาสที่จะเบี้ยวหนี้มากแค่ไหน

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มีอยู่หลายเจ้า ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งแต่ละเจ้าจะมี “สัญลักษณ์” แสดงอันดับเครดิต ตั้งแต่ AAA ซึ่งเป็นอันดับเครดิตสูงที่สุด มีความเสี่ยงต่ำ รองลงมาเป็น AA และ A ต่อจากนั้นเป็น BBB, BB, B, CCC, CC, C และสุดท้าย คือ Default

ตราสารหนี้ที่มีเครดิต เรตติ้ง ตั้งแต่ BBB ขึ้นไป จะเรียกว่า Investment grade แต่ถ้าตกมาอยู่ที่ BB ลงไป จะเรียกว่า Speculative grade

สำหรับกองทุนตราสารหนี้ในประเทศไทยจะสามารถลงทุนได้เฉพาะตราสารหนี้ที่อยู่ในกลุ่ม Investment grade เท่านั้น เพราะจะได้มั่นใจได้ว่า โอกาสผิดนัดชำระหนี้มีอยู่ไม่มาก

ขณะที่บางคนจะเรียกตราสารหนี้ที่มีเครดิต เรตติ้ง ตั้งแต่ BB ลงไป ว่า “จังก์บอนด์” (Junk bond) เพราะมีโอกาสจะผิดนัดชำระหนี้ได้มาก

แต่ไม่ใช่ว่าตราสารหนี้กลุ่มนี้จะไม่สามารถลงทุนได้ โดยที่นักลงทุนจะเรียกตราสารหนี้ในกลุ่มนี้ว่า Highyield bond เพราะเมื่อเป็นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ออกตราสารจึงจำเป็นต้องให้ดอกเบี้ยสูง เพื่อแลกกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นและดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน

ไม่ว่าคำถามจะยากแค่ไหน ถ้าตั้งใจหาคำตอบ ซึ่งมันอาจจะยังเป็นแค่ “คำตอบแบบมาตรฐาน” แต่เชื่อว่า เมื่อค้นหาให้มากขึ้น เราจะเจอคำตอบที่ใช่สำหรับตัวเรา หรือถ้าไม่รู้จะไปหาที่ไหน ส่งคำถามมา... จะไปหามาตอบให้ (และสัปดาห์หน้ายังมีอีกหลายคำถามรออยู่)

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI