
พฤษภาเดือด!
โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ จากกรณีให้ บริษัท แอ็ด อินเด็กซ์ กู้ยืมเงินจำนวน 30 ล้านบาท
ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่กำลังลดความร้อนแรงด้วยการ “พักยก” ไว้ชั่วคราวในช่วงก่อนปิดประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ ในวันที่ 19 เม.ย.นี้ ด้วยการทิ้งหัวเชื้อความวุ่นวายรุนแรงไว้ด้วยการผ่านความเห็นชอบกฎหมายร้อนทั้งสองฉบับ
ทั้งกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หรือร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ได้ผ่านการพิจารณาของสภาให้ความเห็นชอบวาระแรกและเข้าสู่การพิจารณาใช้กรรมาธิการ
เช่นเดียวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทั้ง 3 ฉบับ ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมรัฐสภาวาระแรก พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการเดินหน้าลุยพิจารณารายละเอียดทันที
ระเบิดเวลาที่ถูกจุดชนวนไว้แล้ว มีแนวโน้มที่จะกลับมาปะทุอีกรอบในช่วงเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ เมื่อปมร้อนต่างๆ จะประดังประเดกลับเข้าสู่การพิจารณาในสภาอีกครั้ง
เมื่อรัฐบาลส่งสัญญาณเตรียมเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 แม้จะยัง ไม่มีวาระกฎหมายร้อนเข้าสู่การพิจารณาในสมัยวิสามัญ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเร่งปิดเกมผลักดันกฎหมายทั้งสองฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาต่อไป
เพราะหากจะรอเปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปอีกครั้งในเดือน ส.ค. ก็อาจจะช้าไม่ทันใจ ความต้องการเร่งปิดเกมให้เร็วที่สุด และยังเป็นการชิงจังหวะที่ฝ่ายต่อต้านคัดค้านยังตั้งตัวไม่ทัน
ดังนั้น จึงยากที่จะเลี่ยงความวุ่นวายไปได้ เพราะลำพังแค่การพิจารณากฎหมายปกติ ก็คงปั่นป่วนกว่าพิจารณาวาระแรก แต่ยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติมจากการยื่นเรื่องให้ศารัฐธรรนูญวินิจฉัยการความถูกต้องของการออกฎหมาย
เริ่มตั้งแต่กฎหมายหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการน่าดุเดือดในการชำแหละรายละเอียดในเนื้อหาของแต่ละโครงการถึงความคุ้มค่าการลงทุน ผลตอบแทนรายได้ที่จะกลับมา รวมไปถึงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้เงินกู้
อีกด้านหนึ่ง กลุ่มอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 2550 จำนวน 12 คน อาทิ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มานิจ สุขสมจิตร เกียรติชัย พงษ์พานิช ฯลฯ ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้าน ล้านบาท ของยิ่งลักษณ์และ ครม.ว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 169
ซึ่งหากการพิจารณาไต่สวนพบว่ามีความผิดย่อมสะเทือนถึงเก้าอี้ของนายกฯ ครม. และอาจถูกนำไปขยายผลต่อเนื่องไปถึงการไล่เอาผิด สส. ที่ลงมติเห็นชอบในวาระแรกต่อไป
อีกด้านหนึ่ง สว. และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท นั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ยังไม่รวมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกแถลงการณ์คัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท พร้อมทั้งเตรียมรวบรวมข้อมูลเอาผิดทางกฎหมายต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ถัดมาที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งลุยเดินหน้าตั้งกรรมาธิการ 3 คณะ แยกพิจารณาเพื่อความรวดเร็วไปแล้วนั้น ปัญหาน่าจะอยู่ที่เงื่อนไขสำคัญอย่างการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 3 ต่อ 2 รับคำร้องที่สมชาย แสวงการ ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ว่าการแก้ไขมาตรา 68 และ 237 เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
พร้อมกับให้ผู้ถูกร้องทำหนังสือชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าจะมีการกำหนดวิธีการพิจารณา ซึ่งประเมินว่าน่าจะมีการวินิจฉัยได้ในช่วงใกล้เคียงกับการเปิดสมัยประชุมวิสามัญ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ สไกป์มากำชับ สส. รมต.เพื่อไทยเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่
รวมทั้งล่าสุด ที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าปัญหาองค์ประชุมไม่ครบระหว่างการกำหนดวันแปรญัตติในชั้น กมธ. จะทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญไม่ถูกต้องตามกระบวนการ ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจจะทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเหตุต้องสะดุดลงได้ นั่นจึงยิ่งจะทำให้อุณหภูมิการเมืองกลับมาดุเดือดยิ่งขึ้น
ปมปัญหาทั้งหมดจึงมีแนวโน้มที่เดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ จะเป็นช่วงที่การเมืองกลับมาร้อนแรงอีกครั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้







