
โลกเซ่นพิษค่าแรงเอเชียเตรียมใจรับของแพงทั่วหน้า
ภูมิภาคแห่งนี้คือที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งเป็นฐานการผลิตของโลก
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
“ภูมิภาคแห่งนี้คือที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งเป็นฐานการผลิตของโลก
ถ้าหากราคาสินค้าที่นี่แพงขึ้น โลกย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงราคาสินค้าที่จะปรับเพิ่มระดับแน่นอน” เฟดเดอริก นิวแมนน์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจเอเชีย สังกัดเอชเอสบีซี โฮลดิงส์ ในฮ่องกง และอดีตที่ปรึกษาด้านเศรษฐศาสตร์และการเมืองภูมิภาคเอเชียประจำเวิลด์แบงก์กล่าว
นับเป็นความเห็นที่ชัดเจน และตรงกับสถานการณ์การผลิตในปัจจุบันที่บรรดาผู้ผลิตในภูมิภาคเอเชียกำลังแบกรับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น จากนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาล จนนักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า อีกไม่นานผู้ผลิตในเอเชียน่าจะจำเป็นต้องปรับเพิ่มราคาสินค้าให้ผู้บริโภคช่วยแบกรับ
ยิ่งเมื่อสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเริ่มฟื้นตัว ก็ยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้บรรดาผู้ประกอบการเอเชียตัดสินใจปรับขึ้นราคาสินค้าได้ง่ายขึ้น โดย โทโมะ คิโนชิตะ นักเศรษฐศาสตร์ประจำ โนมูระ โฮลดิงส์ ในกรุงโตเกียว ระบุว่า แนวโน้มทางบวกข้างต้นทำให้ความต้องการสินค้าของเอเชียเริ่มสดใส จนผู้ผลิตวางใจที่จะค่อยๆ ผลักต้นทุนที่แบกรับไว้ไปให้กับผู้บริโภค เพื่อลดส่วนต่างของกำไรให้ได้มากที่สุด
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการเป็นฐานการผลิตของโลกที่มีต้นทุนไม่แพง และมีความได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูก จนทำให้เอเชียติดอันดับภูมิภาคที่มีการส่งออกสินค้ามากติดอันดับโลก เช่น กรณีสิ่งทอเสื้อผ้า และเครื่องมือสำนักงานกับอุปกรณ์โทรคมนาคมที่เอเชียผลิตและส่งออกมากเป็นอันดับ 7 ของโลกในปี 2554 โดยองค์การการค้าโลกระบุว่าตัวเลขการขนส่งทางเรือของสินค้าดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 5.98 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ถึง 18%
ขณะที่เฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ก็สามารถผลิตสินค้าส่งออกได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยจากเดิมในปี 2543 ที่ผลิตสินค้าส่งออกได้เป็นมูลค่าเพียง 4.32 แสนเหรียญสหรัฐ ในปี 2554 มูลค่าการส่งออกสินค้าของอาเซียนกลับถีบตัวสูงถึง 1.24 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
เรียกได้ว่า เอเชีย คือฐานการผลิตที่สำคัญของโลก จนไม่น่าแปลกใจที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า หากเกิดปัญหาในเอเชียซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิต ทุกประเทศทั่วโลกย่อมได้รับผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ยืนยันได้จากกรณีมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในไทยเมื่อปลายปี 2554 ที่ส่งผลให้ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างดิสก์ไดรฟ์ขาดตลาด จนราคาขายโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 20%
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นว่า เอเชียกำลังสูญเสียสถานะการเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าของโลก เนื่องจากประเด็นต้นทุนค่าแรงถูกไม่ใช่ปัจจัยเอื้อประโยชน์อีกต่อไป แถมยังกลายเป็นความท้าทายที่หลีกเลี่ยงได้ยากของบรรดาผู้ประกอบการและผู้ส่งออกส่วนใหญ่ในภูมิภาค
เหตุผลเพราะเมื่อเทียบกับค่าแรงของประเทศพัฒนาแล้วที่มีอัตราเพิ่มขึ้น 5% ระหว่างปี 25432554 ค่าแรงโดยเฉลี่ยในเอเชียเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัวในช่วงเดียวกัน โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) กล่าวว่า กระแสค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเริ่มต้นที่จีน ก่อนที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะหันมาใช้นโยบายขึ้นค่าแรงตามมาติดๆ ทั้งเพื่อลดช่องว่างทางรายได้ และเพื่อผลทางการเมือง
ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำภายในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงถึง 44% มาอยู่ที่ 2.2 ล้านรูปี (ราว 6,780 บาท) ต่อเดือน ก่อนวางแผนขยายนโยบายดังกล่าวให้บังคับใช้ทั่วประเทศเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา
ขณะที่ไทย รัฐบาลเพิ่งจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท เช่นเดียวกันกับรัฐบาลมาเลเซีย ที่เสนอกำหนดฐานเงินเดือนขั้นต่ำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับแรงงานที่มีอยู่ในประเทศกว่า 3.2 ล้านคน ภายใน 3 เดือนหลังการเลือกตั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว และรัฐบาลประธานาธิบดีหม่าอิงจิวแห่งไต้หวัน คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งรอบสองไว้ได้ หลังประกาศปรับเพิ่มกำหนดค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มอีก 5%
สถานการณ์ข้างต้น นอกจากจะทำให้รายได้ของผู้ผลิตลดลงอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ยังบีบให้ผู้ผลิตจำต้องเพิ่มราคาสินค้าเพื่อความอยู่รอด โดย บริษัท ท็อปส์ โกลพ คอร์ป ผู้ผลิตยางพาราและถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดของโลกจากมาเลเซีย ระบุว่า ช่วงระหว่างเดือน ก.ย.ก.พ.ที่ผ่านมา บริษัทต้องประกาศปรับขึ้นราคาสินค้าถึง 3 ครั้ง เพื่อชดเชยกับราคาวัตถุดิบ (ยางพารา) ที่แพงขึ้น รวมถึงค่าจ้างแรงงานในประเทศที่เพิ่มสูงกว่า 50%
ลิ่มวีไช่ ประธาน บริษัท ท็อปส์ โกลพ คอร์ป ซึ่งมีโรงงานผลิตในมาเลเซีย ไทย และจีน ยอมรับอีกว่า รายได้รวมของบริษัทจากโรงงานผลิตใน 3 ประเทศลดลงถึง 8 ล้านริงกิต (ราว 78 ล้านบาท) ในช่วง 2 เดือนแรกของปี เนื่องจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลมาเลเซีย
ในที่สุด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่บรรดาเจ้าของกิจการจะพยายามดิ้นรนหาทางลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจเพื่อประหยัดต้นทุน ทั้งการพึ่งพาเครื่องจักรแทนแรงงานคน และการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่มีค่าแรงถูกกว่าอย่าง บังกลาเทศ หรือเวียดนาม
ทว่า แม้เจ้าของกิจการส่วนหนึ่งจะแก้ปัญหาด้วยการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่า แต่นักวิเคราะห์การตลาดส่วนใหญ่กลับเห็นตรงกันว่าวิธีการดังกล่าวเพียงช่วยผัดผ่อนปัญหาออกไปได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากในท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียจะต้องปรับขึ้นราคาค่าจ้างขึ้นตามความต้องการของประชาชน
นอกจากนี้ โรเบิร์ต พริเออร์วานเดสฟอร์ด หัวหน้าเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ เครดิต สวิส กรุ๊ป เอจี ในสิงคโปร์ ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า การที่หลายประเทศในภูมิภาคไม่สามารถสร้างปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการผลักดันให้ประเทศเป็นฐานการผลิตราคาถูกเหมือนที่จีนใช้มาตลอดในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อย่างการมีแรงงานราคาถูกจำนวนมหาศาล การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเข้มงวด การให้ความสำคัญกับเครือข่ายจัดส่ง และการรวมระบบขนส่งให้เป็นหนึ่ง นับเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ทิศทางราคาสินค้าย่อมอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างแน่นอน
ยืนยันได้จากข้อมูลของ คาร์ล จอห์นสัน รองประธานฝ่ายพัฒนาสินค้า บริษัท สตาร์ อินเตอร์เนชันแนล เฟอร์นิเจอร์ อิงค์ ในเมืองออเรนจ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ ที่ระบุว่า ขณะนี้ 15 บริษัทเฟอร์นิเจอร์ในเอเชียซึ่งคอยผลิตและจัดส่งเครื่องเรือน เครื่องครัว หรือเฟอร์นิเจอร์อื่นให้กับสตาร์ต่างปรับราคาสินค้าขึ้นเรียบร้อยแล้วทั่วหน้า ส่งผลให้บริษัทจำต้องผลักภาระด้านราคาไปให้ผู้บริโภคแบกรับ โดยเพิ่มราคาขายจากเดิมอีก 5% ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา
และกลายเป็นภาพสะท้อนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่ได้บทสรุปตรงกันว่า นับต่อจากนี้ ทั่วโลกน่าจะต้องทำใจเตรียมรับสินค้าราคาแพงแน่นอน







