
ศาลรธน.รับคำร้องสว.ค้านแก้ม.68
มติ 3:2 ชี้เข้าข่ายพท.ซัดแทรกแซงขู่แจ้งจับ5ตุลาการ
มติ 3:2 ชี้เข้าข่ายพท.ซัดแทรกแซงขู่แจ้งจับ5ตุลาการ
ศาล รธน. รับคำร้อง สว. ค้านแก้ รธน.มาตรา 68 ไว้พิจารณา แต่ไม่สั่งห้ามรัฐสภาหยุดพิจารณา
มีมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 รับคำร้อง นายสมชาย แสวงการ สว.สรรหา ที่ร้องคัดค้านการเข้าชื่อแก้รัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 68 และมาตรา 237 ไว้พิจารณา แต่ไม่สั่งคุ้มครองฉุกเฉิน ส่งผลให้รัฐสภายังคงพิจารณาการแก้ไข รธน. ต่อไปได้
นายสมฤทธิ์ ไชยวงศ์ ทีมโฆษกศาลฯ เปิดเผยว่า เสียงข้างมากเห็นว่าคำร้องนี้เป็นการใช้สิทธิพิทักษ์ รธน. โดยอ้างว่าผู้ถูกร้อง 312 รายที่เป็น สส. สว. ร่วมเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไข รธน.มาตรา 68 โดยเนื้อความใหม่เป็นการยกเลิกสิทธิของชนชาวไทยในการใช้สิทธิพิทักษ์ รธน. โดยการยื่นคำร้องตรงต่อศาลฯ เหลือเพียงยื่นให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงประการเดียว รวมทั้งให้สิทธิร้องพิทักษ์ รธน. เพียงหมวดที่ 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยเท่านั้น มีมูลที่จะใช้สิทธิยื่นตามมาตรา 68 วรรค 2 ต้องหลักเกณฑ์ และข้อกำหนดศาลฯ จึงให้รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
สำหรับกรณีคำขอคุ้มครองชั่วคราวนั้น ยังไม่ปรากฏเหตุผลเพียงพอที่จะคุ้มครอง จึงให้ยกคำขอ และให้นายสมชายทำสำเนาคำร้อง 312 ชุด เพื่อส่งให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงต่อศาลฯ ภายใน 15 วัน
นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าโฆษกศาลฯ กล่าวว่า เมื่อศาลฯ ไม่ให้คำสั่งคุ้มครอง ก็หมายความว่าทางรัฐสภาก็ยังดำเนินการพิจารณาแก้ไข รธน. ต่อไป
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ตุลาการเสียงข้างน้อยคือ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลฯ และ นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี เนื่องจากเห็นว่ายังไม่มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้น ส่วนเสียงข้างมาก คือ นายจรูญ อินทจาร นายจรัญ ภักดีธนากุล และ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ ส่วนตุลาการ 4 คน ได้ลาการประชุมก่อนจะมีคำร้องนี้
ด้านนายสมคิด เชื้อคง สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าเป็น สส. แล้วแก้กฎหมายไม่ได้ก็ไม่ควรอยู่ และไม่ควรมีรัฐสภา
“แม้ศาลรับพิจารณาแล้วยืนยันว่าจะยังคงโหวตมาตรา 68 ต่อไปไม่ว่าจะโดนยุบพรรค หรือตัดสิทธิทางการเมือง หรือถูกดำเนินคดีอาญา และเชื่อว่า สว. เลือกตั้งก็จะร่วมโหวตด้วย เพราะวันนี้เดินมาถึงขั้นนี้แล้ว หากจะโดนตัดสิทธิหรือยุบพรรค ประชาชนก็จะรับรู้เอง และจะดำเนินการแจ้งความเอาผิดคดีอาญามาตรา 157 ในวันที่ 4 เม.ย. ต่อตุลาการ รธน. ทั้ง 5 คน เนื่องจากทำผิดกฎหมายเพราะไปรับคำร้องของกลุ่ม 40 สว.” นายสมคิด กล่าว
ขณะที่ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเตือนไปยัง สส. และ สว. ที่กำลังยกมือสนับสนุนร่างแก้ รธน.มาตรา 68 และ 237 ว่าควรจะใช้วิจารณญาณให้รอบคอบ เพราะการลงมติดังกล่าวจะมีผลผูกพันถึงขั้นถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งได้
ด้านที่ประชุมรัฐสภาได้พิจารณาร่างแก้ไข รธน. วันสุดท้าย เมื่อวันที่ 3 เม.ย.สส.พรรคเพื่อไทยหลายคนได้อภิปรายตำหนินายสมชายและคณะที่ยื่นเรื่องให้ศาลฯ ตีความ พร้อมตำหนิศาลฯ ไม่สมควรเข้ามาก้าวก่ายการทำหน้าที่พิจารณากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ
“ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรมาก้าวล่วงกระบวนการพิจารณากฎหมาย ยืนยัน ม.68 ไม่มีอะไรบ่งชี้ล้มล้างการปกครอง เชื่อว่าคนทั้งประเทศไม่สบายใจกับเรื่องนี้ และจะโต้แย้งกับการตัดสินของศาลฯ” นายจตุพร เจริญเชื้อ สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กล่าว
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแก้มาตรา 68 จะเป็นบันไดไปสู่การรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งกังวลว่าจะเกิดการรื้อองค์กรอิสระ กลายเป็นการปฏิวัติ ยึดอำนาจในรูปแบบใหม่







