posttoday
เสียงเพรียจาก ปปช.

เสียงเพรียจาก ปปช.

03 เมษายน 2556

เมื่อสองเดือนก่อน ผมมีโอกาสได้พบปะหารือและนั่งจิบกาแฟแลกเปลี่ยนกับกรรมการ ป.ป.ช.หลายท่าน พร้อมด้วยผู้บริหารสูงสุดของสำนักงาน จึงรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมถึงความยากลำบากและข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่โดยตรงจากปากของท่าน น่าเห็นใจมากที่ ป.ป.ช.ยุคนี้ต้องทำงานในภาวะกดดันเพราะสังคมต่างคาดหวังกันไว้สูงมาก

เมื่อสองเดือนก่อน ผมมีโอกาสได้พบปะหารือและนั่งจิบกาแฟแลกเปลี่ยนกับกรรมการ ป.ป.ช.หลายท่าน พร้อมด้วยผู้บริหารสูงสุดของสำนักงาน จึงรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมถึงความยากลำบากและข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่โดยตรงจากปากของท่าน น่าเห็นใจมากที่ ป.ป.ช.ยุคนี้ต้องทำงานในภาวะกดดันเพราะสังคมต่างคาดหวังกันไว้สูงมาก

แต่ทุกคนก็ยังมุ่งมั่นทุ่มเท ไม่ท้อถอย ท่านบอกว่าในเรื่องคดีที่พอกหางหมูนั้น ขอขอบคุณในคำแนะนำเพราะกำลังเร่งแก้ไขอยู่ ขอเวลาอีกนิด แต่เรื่องที่ท่านหนักใจมากกว่าคือการจัดตั้ง ป.ป.ช.ประจำจังหวัด (ป.ป.จ.) ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะกำลังคนเท่าที่มีอยู่ประมาณ 1,300 คน จะถูกแตกกระจายไปประจำที่จังหวัดราวครึ่งหนึ่ง

ในขณะที่คดีทุจริตยังเหลือค้างกว่า 7,000 คดี และบัญชีทรัพย์สินที่รอการตรวจสอบก็ยังมีอีกกว่า 3 หมื่นราย ส่วนกระบวนการสรรหาตัว ป.ป.จ.นั้น เห็นร่วมกันว่าอาจจะเป็นวิกฤตมากกว่าโอกาส จึงต้องขอความร่วมมือจากภาคประชาสังคมตามแผนเดิมนั้น เขาจะเริ่มกระบวนการสรรหา ป.ป.จ.หลังสงกรานต์ที่จะมาถึงนี้ โดยช่วงแรกดำเนินการใน 32 จังหวัดก่อน ส่วนอีก 44 จังหวัดที่เหลือ (ยกเว้นกรุงเทพฯ) ก็จะตามมาติดๆ ในช่วงปลายปี องค์กรไหนใครสนใจก็เตรียมตัวกันนะครับ

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง แม้ดูเหมือนว่าปัจจุบันกระแสการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในการต่อต้านคอร์รัปชันจะเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนในระยะหลัง โดยเฉพาะภาคประชาชน แต่ ป.ป.ช.เองกลับพบปัญหาว่าภาคีส่วนใหญ่ยังทำงานกันอย่างแยกส่วน ขาดการบูรณาการระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของแผนงานและระบบงบประมาณ เพราะทุกวันนี้มีแต่หน่วยงานภาครัฐเท่านั้นที่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดิน

ในขณะที่ภาคส่วนอื่น นอกจากต้องเสียสละทุ่มเทเวลาและกำลังบุคลากรในการป้องกันการทุจริตแล้ว ยังต้องอาศัยควักกระเป๋าตนเองหรือระดมทุนจากสังคมมาใช้ในการขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมการป้องกันทุจริตกันไปเองตามกำลัง

เมื่อพิจารณารายละเอียดของงบประมาณแผ่นดินที่ผ่านมาในแต่ละปี เราจะพบว่าประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ที่แคบมากต่อการลงทุนในด้านป้องกันและแก้ปัญหาทุจริต กล่าวคือ ระหว่างปี 25532556 สำนักงาน ป.ป.ช.ได้รับงบประมาณเฉลี่ยปีละ 1,077 ล้านบาท (16.50 บาทต่อหัวประชากร) ในจำนวนนี้เป็นงบประมาณในการป้องกันเพียง 54.6 ล้านบาทเท่านั้น (1 บาทต่อหัวประชากร) เพื่อให้เห็นชัดขึ้นคงต้องเปรียบเทียบกับฮ่องกงที่เราชื่นชมเขานักหนา ปี 2551 เขาใช้งบต่อต้านคอร์รัปชันคิดเป็นร้อยละ 0.3 ของงบประมาณรายจ่าย หรือคิดเป็นร้อยละ 0.05 ของ GDP หรือประมาณ 400500 บาทต่อหัวประชากร ซึ่งแตกต่างจากเรามาก

หมายความว่า ถ้าเราเอาบรรทัดฐานของฮ่องกงมาจับ ประเทศไทยควรต้องลงทุนในงบต่อต้านทุจริต อย่างน้อยปีละ 4,698 ล้านบาท สำหรับกรณีเทียบกับงบประมาณรายจ่ายของรัฐ หรือ 2.8 หมื่นล้านบาทในกรณีเทียบกับ GDP ครับ

เรื่องนี้ก็เคยมีข้อเสนอจากภาคประชาชนผ่านสื่อมวลชนต่างๆ มาก่อนร่วมสิบปีแล้ว ต่อมาได้มีข้อเสนอตอกย้ำจากงานวิจัยของ ป.ป.ช.เอง บอกให้ตั้งกองทุนสนับสนุนการต่อต้านทุจริตขึ้น แบบเดียวกับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันท่านก็เห็นด้วยว่าน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้การป้องกันการทุจริตมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะนอกจากจะสามารถแก้ปัญหางบประมาณสนับสนุนที่มีอยู่อย่างจำกัดแล้ว ยังเป็นช่องทางการบูรณาการการทำงานระหว่างภาคประชาชนและภาคีต่างๆ ได้ดีขึ้น

ดังนั้น จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 (11) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ โดยมอบให้คณะอนุกรรมการป้องกันการทุจริตด้านสังคมทำการศึกษาการจัดตั้งกองทุน ต่อมาจึงตั้งคณะทำงานศึกษาการจัดตั้งฯ ขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งบัดนี้ได้ทำการยกร่างเป็น พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการป้องกันการทุจริตฉบับหนึ่งขึ้นมาแล้ว มีเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคีและผู้มีส่วนได้เสียมาแล้ว 3 รอบ และกำลังจะผลักดันเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติเพื่อออกเป็นกฎหมายตามกรอบอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ต่อไป

อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเสนอกฎหมายที่ประชาชนต้องการ แต่นักการเมืองเขาไม่ให้ลำดับความสำคัญนั้น มักเป็นการเดินทางที่ยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามมากมาย ผมมีโอกาสได้นำเรื่องนี้ไปชี้แจงในที่ประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) เมื่อต้นเดือนที่แล้ว ปรากฏว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

โดย กกร.มีมติว่าจะสนับสนุน ป.ป.ช.ในการผลักดันกฎหมายจัดตั้งกองทุนนี้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้น กกร.ยังมีมติให้ตั้งคณะทำงานร่วมกับ ป.ป.ช.ในการพัฒนาให้เกิดกลไกร่วมภาครัฐเอกชนประชาสังคมเพื่อผนึกกำลังต่อต้านทุจริตของชาติอย่างจริงจังอีกด้วย

ดังนั้น เพื่อเป็นการเสริมพลังซึ่งกันและกันในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.กองทุนฉบับนี้ให้ประสบความสำเร็จในระยะเวลาที่ไม่นานจนเกินไป เครือข่ายภาคประชาชนกลุ่มหนึ่งจึงได้ประกาศตัวแล้วว่าจะเริ่มการรณรงค์รวมพลังพลเมืองผู้สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนฯ ให้ออกมาแสดงตัวตนอย่างพร้อมเพรียง รูปธรรมหนึ่งคือการลงชื่อผู้สนับสนุน ป.ป.ช.ให้มากเป็นเรือนแสน หรือการรวบรวมรายชื่อ 1 หมื่นคน เพื่อเสนอกฎหมายเสียเอง หรือการขอแรง สส. สว. กลุ่มหนึ่งให้ช่วยเสนอกฎหมายแทน หรืออาจทำหลายอย่างไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ โดยจะเป็นไปตามกรอบกติกาของรัฐธรรมนูญทุกประการ ใครสนใจก็เชิญ ขอเอาใจช่วยครับ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน