posttoday
ถล่มแก้รัฐธรรมนูญ รุกคืบรวบอำนาจ

ถล่มแก้รัฐธรรมนูญ รุกคืบรวบอำนาจ

03 เมษายน 2556

โดย...ทีมข่าวการเมือง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตรา 3 ฉบับ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ฝ่ายค้านยังยืนอภิปรายคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่ได้อะไร แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

ประเด็นแรก มาตรา 190 เรื่องให้รัฐสภาเห็นชอบเรื่องสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่ง สส.ซีกรัฐบาลได้อภิปรายถึงเหตุความจำเป็นต้องแก้ไข โดย สามารถ แก้วมีชัย สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า มาตรา 190 เขียนไว้พะรุงพะรังจนทำงานลำบาก ขาดความน่าเชื่อถือ จึงควรต้องเขียนให้ชัดเจนว่า 1.การทำสัญญาตกลงให้เสียอาณาเขต 2.ให้รัฐสภาออกกฎหมายให้เป็นไปตามสัญญาต้องให้รัฐสภาอนุมัติ หากเป็นเรื่องอื่นก็ไม่ต้องนำให้รัฐสภาพิจารณา

ขณะที่ฝ่ายค้านได้อภิปรายไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า เพราะที่ผ่านมาได้แก้ไขไปแล้วรอบหนึ่งโดยระบุให้ออกกฎหมายประกอบกำหนดรายละเอียด ว่าเรื่องไหนต้องให้รัฐสภาเห็นชอบ แต่ผ่านมาปีกว่ารัฐบาลกลับยังไม่ออกกฎหมายนี้ และเลือกที่จะแก้รัฐธรรมนูญแทน ซึ่งจะลดอำนาจการตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติ ปิดช่องทางไม่ให้ประชาชนมีส่วนรับรู้ข้อมูล

รัชดา ธนาดิเรก สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า การตัดเนื้อหาวรรคหนึ่ง “หนังสือสัญญาที่เกี่ยวกับพื้นที่นอกอาณาเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย” จะไม่ครอบคลุมไปถึงพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตร หากจะไปทำสัญญาอะไรก็ไม่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ทั้งที่บริเวณดังกล่าวมีแหล่งพลังงานมูลค่าสูงถึง 5 ล้านล้านบาท

ประเด็นที่สอง ส่วนของที่มาของ สว. ให้มาจากการเลือกตั้ง 200 คน ฝ่ายรัฐบาลให้เหตุผลว่า เพราะต้องการยึดโยงกับประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงจริงตามระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากปัจจุบันการสรรหาขึ้นอยู่กับคนแค่ 7 คน จึงต้องคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้เลือก

สามารถ กล่าวว่า ควรเปิดให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจผ่านการเลือกตั้ง หากประชาชนเห็นว่าดีก็เลือกมาทำหน้าที่ต่อ และหากไม่ดีก็ไม่เลือก ไม่ควรไปจำกัดสิทธิในการสมัครครั้งต่อไป

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า จะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง ยังไม่ใช่คำตอบของวุฒิสภา เพราะไม่มีผลต่อการเลือกนายกฯ การไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือชี้นำข้อกฎหมาย โจทย์ที่ต้องแก้คือหลักประกันความเป็นกลาง ความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ใช่ทำให้วุฒิสภากลายเป็นที่จำลองมาจากสภา จึงไม่เห็นด้วยกับการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับที่ 2 ฉบับ เป็นการตัดสิทธิประชาชน อีกฉบับเป็นการรุกคืบรวบอำนาจต่อรองผลประโยชน์

ด้านรสนา โตสิตระกูล สว.กทม. กล่าวว่า สว. ควรจะมาจากระบบการเลือกตั้ง แต่ไม่ควรใช้ระบบเลือกตั้งแบบ สส. แต่ควรจะให้องค์กรภาควิชาชีพสรรหาผู้ที่มีคุณสมบัติและผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 เท่า เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้เลือก วิธีนี้จะแก้ปัญหาข้อครหา สว.ลากตั้ง

ประเด็นที่สาม ในมาตรา 237 ประเด็นยุบพรรค ฝ่ายที่สนับสนุนให้แก้ไขเห็นว่า ควรตัดโทษยุบพรรคและการลงโทษกรรมการบริหารพรรค เพราะควรใช้หลักการคือใครทำผิดคนนั้นรับผิดชอบอีกทั้งมาตรา 53 ยังสามารถเอาผิดทั้งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งทั้งจำคุกได้

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายไม่เห็นด้วยกับการการยุบพรรคจากปัญหาเรื่องการเลือกตั้ง แต่ยังเห็นว่าหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ที่มีส่วน รู้เห็นปล่อยปละไม่ยับยั้งให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างสุจริต ก็ควรจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ

ประเด็นที่ 4 มาตรา 68 เป็นการเขียนให้ชัดในการเรื่องยื่นคำร้องพบเห็นทำลายระบบประชาธิปไตยฯ ให้ยื่นอัยการสูงสุดก่อน เพื่อให้ตรวจสอบและส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ และหากกระทำการของพรรคการเมืองเข้าข่ายการล้มล้างการปกครองก็ถูกยุบพรรคได้

รสนา กล่าวว่า ไม่ควรตัดสิทธิของประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพราะประชาชนมีสิทธิที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญได้ เหมือนกรณีที่ประชาชนฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมได้เอง หากอัยการสูงสุดไม่ทำหน้าที่ทนายแผ่นดิน นอกจากนี้เห็นว่า การแก้ไข 68 มีวัตถุประสงค์เพื่อจะปลดล็อกให้ลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 291 ที่ค้างอยู่ในสภา

สำหรับการอภิปรายวันนี้จะเป็นวันสุดท้าย ก่อนจะลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ ในวาระแรก

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน