posttoday
ไทยพาณิชย์ฟันธง เศรษฐกิจไตรมาสแรกโต 9 %

ไทยพาณิชย์ฟันธง เศรษฐกิจไตรมาสแรกโต 9 %

07 เมษายน 2553

แม้สถานการณ์บ้านเมืองจะวุ่นวาย แต่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2553 ที่นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินและนักวิชาการประเมินออกมา กลับดีเกินกว่าที่คาด

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ และนายพรเทพ ชูพันธุ์ จากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า จีดีพีไตรมาสแรก ปี 2553 น่าจะขยายตัวมากกว่า 9% สูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2538 หรือเรียกว่าสูงสุดในรอบเกือบ 15 ปี

จีดีพีที่เติบโต 9% หลักๆ เกิดจากแรงขับเคลื่อนในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่เน้นการส่งออก ซึ่งดัชนีเศรษฐกิจเดือน ม.ค. และ ก.พ. ที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการขยายตัวในระดับที่สูงมากเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2552

ขยายตัวที่สูงมากดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากการคิดการขยายตัวเทียบกับฐานตัวเลขเศรษฐกิจที่ต่ำมากในช่วงต้นปีที่แล้ว เนื่องจากไตรมาส 1 ปีที่แล้ว หดตัวแรงถึง 7.1%

การขยายตัวของจีดีพีที่สูงย่อมเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์และช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น ทั้งนี้ ตัวเลขจีดีพีอย่างเป็นทางการจะประกาศโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในวันที่ 24 พ.ค.นี้

ส่งผลให้ GDP ในไตรมาส 1 น่าจะขยายตัวกว่า 9%YOY (เทียบกับระยะเดียวกันในปีก่อนหน้า) ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์ระบุว่า แรงสนับสนุนจากการขยายตัวของจีดีพีมาจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนในจีดีพีถึง 37% จะขยายตัวได้ 17% จากการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แผงวงจรรวม โทรทัศน์ และเครื่องปรับอากาศ

นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวในช่วง 2 เดือนแรกของปี ที่เพิ่มขึ้นถึง 33% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2549 บ่งชี้ว่าภาคการบริการซึ่งมีสัดส่วน 53% ของจีดีพี น่าจะขยายตัวราว 6%

ส่วนภาคการเกษตรซึ่งประสบปัญหาภัยแล้งและแมลงศัตรูพืชทำให้น่าจะขยายตัวได้ราว 1% เท่านั้น แต่ผลจากภาคการเกษตรต่อจีดีพีไม่มากนัก เพราะมีสัดส่วนในจีดีพีเพียง 9%

“แม้ตัวเลขเศรษฐกิจเดือน มี.ค. จะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการแต่ก็ไม่น่าจะฉุดตัวเลขการขยายตัวของจีดีพีไตรมาสแรกให้ต่ำกว่าประมาณการไว้ 9% มากนัก” นายเศรษฐพุฒิ ระบุ

สำหรับในเดือน มี.ค. ตัวเลขการขยายตัวของดัชนีการผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังน่าจะอยู่ในระดับสูง

ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวเดือน มี.ค. น่าจะอยู่ที่ราว 1.4 ล้านคน และเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. ปีก่อน ก็จะได้อัตราการขยายตัวราว 10% ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวไตรมาสแรกน่าจะขยายตัวได้ราว 25% (1) ด้านการผลิตอุตสาหกรรม ขยายตัวราว1015% MOM (เทียบกับเดือนก่อนหน้า) จากการเร่งผลิตก่อนถึงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว MPI อยู่ในระดับต่ำผิดปกติ (ขยายตัวจากเดือน ก.พ. 2009 เพียง 5%MOM เท่านั้น) ทำให้เมื่อคิดการขยายตัวของ MPI เดือน มี.ค. ปีนี้เทียบกับเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว (YOY) จะได้ตัวเลขการขยายตัวของ MPI สูงใกล้เคียงกับ 2 เดือนแรกของปี

(2) ด้านจำนวนนักท่องเที่ยว จากการสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐพบว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือนมีนาคมน่าจะลดลงราว 15% จากเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 1.6 ล้านคน ซึ่งหากเป็นจริงก็จะพอประมาณได้ว่า ซึ่งใกล้เคียงกับสมมติฐานที่เราใช้ในการคำนวณการขยายตัวของ GDP ในไตรมาส 1 ดังกล่าวข้างต้น

(เทียบกับ 2008 Q1) ทั้งนี้เราคาดว่า GDP ในไตรมาส 1 ที่เพิ่งผ่านไปน่าจะขยายตัวได้ราว 0.8%QOQ (เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าโดยไม่ปรับผลของฤดูกาล) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของการฟื้นตัวหลังวิกฤติเศรษฐกิจ

ตัวเลขการเติบโตของ GDP ไตรมาส 1 ปี 2010 หากสูงกว่า 9% ก็จะ นับว่าสูงที่สุดในรอบเกือบ 15 ปี คือสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 1995 ซึ่งหมายถึงพาดหัวข่าวในทางบวกจากสื่อทั้งในและต่างประเทศ ที่น่าจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของทั้งนักลงทุนและผู้บริโภค

มีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะเพิ่มขึ้น ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีเกิดคาดแบบนี้ น่าจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเราคงมุมมองที่คาดว่า ธปท. น่าจะมีโอกาสได้ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในเดือน มิ.ย. ซึ่งตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจหากออกมาดีก็จะสนับสนุนมุมมองของเรา

ทั้งนี้ การขยายตัวของจีดีพีโดยรวมในปี 2553 มีโอกาสจะสูงกว่าที่ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์คาดไว้เดิม โดยจะปรับประมาณการเศรษฐกิจโดยรวมของปีนี้ ที่เดิมคาดว่าจะขยายตัว 3.54.5% หลังจาก ธปท. ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจเดือน มี.ค. อย่างเป็นทางการในปลายเดือน เม.ย.

อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปอาจไม่รู้สึกกับอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่สูงถึง 9% มากนัก เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนหลักๆ จากการผลิตอุตสาหกรรมโดยเฉพาะที่เน้นทางด้านการส่งออก ซึ่งมักมีสัดส่วนการจ้างงานไม่มาก

ยกตัวอย่างสินค้าส่งออกสำคัญอย่างฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในการคำนวณดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยพบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนในการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ถึง 85% ของโลก แต่มีการจ้างงานในธุรกิจนี้โดยรวมราว 1.5 แสนคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.5% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ

“ผลจากการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจเหล่านี้มีผลต่อรายได้โดยรวมของแรงงานในประเทศค่อนข้างจำกัด” นายเศรษฐพุฒิ ระบุ

ขณะที่ในอีกมุมมองของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เชื่อว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางเติบโตแบบรูปตัววี (V) หมายความถึงการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยทีดีอาร์ไอมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้เริ่มมีการฟื้นตัวในลักษณะของรูปตัววี (V Shape) โดยได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดมาแล้วในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 จนมาถึงไตรมาสแรกของปี 2553 นี้ถือว่าเป็นช่วงขาขึ้นในส่วนปลายตัววี

อย่างไรก็ตาม เส้นของกราฟที่สูงขึ้นอาจจะไม่ตั้งชัน หมายถึงจะไม่ขยายตัวในอัตราที่สูงแต่ก็ถือว่ายังมีอัตราการขยายตัวอยู่เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

สะท้อนจากการขยายตัวของการส่งออกในรูปวีเชปเช่นเดียวกัน ซึ่งการส่งออกถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวแรง

นายสมชัย ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2553 มีโอกาสที่จะขยายตัวได้ที่ระดับ 4% ขึ้นอยู่ที่สถานการณ์ทางด้านการเมืองว่าจะมีความรุนแรงมากเพียงใด

ทั้งนี้ หากกรณีที่รัฐบาลมีการเจรจาเสนอขอให้มีการยุบสภาใน 9 เดือน หรืออย่างน้อย 6 เดือนข้างหน้า เพื่อรอให้การเสนอ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2554 ผ่านการพิจารณาจากสภาก่อน เชื่อว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2554 จะขยายตัวได้ที่ระดับ 4% อย่างแน่นอน

ขณะที่ปัจจัยที่ต้องจับตามองอีกเรื่องหนึ่ง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากยังมีปัญหาพื้นฐานทั้งในอังกฤษและสหรัฐ ที่ภาคการเงินยังมีความไม่แน่นอน

ส่งผลกระทบถึงเรื่องการจับจ่ายใช้สอย ขณะที่จีนก็เริ่มลดความร้อนแรงของภาวะเศรษฐกิจ เพื่อคุมปัญหาฟองสบู่

นายสมชัย กล่าวอีกว่า ยังต้องติดตามสถานการณ์ทางด้านการเมืองด้วย เพราะหากกรณีที่สถานการณ์รุนแรง ต้องดูว่ารัฐจะใช้วิธีการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยวิธีการใด เช่น ปราบแล้วสงบจะเป็นผลดีทำให้นักลงทุนเชื่อมั่น ตลาดหุ้นคึกคัก แต่ถ้าปราบแล้วไม่สงบเกิดการชุมนุมต่ออันนี้มีผลกระทบแน่

“จะต้องดูว่าจะจบแบบไหน เช่น เปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ หรือนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแบบไม่เสร็จก็ถือว่าไม่ค่อยดี แต่ตอนนี้เชื่อว่าคนเริ่มชิน และมีหลายคนที่ไม่อยากให้รัฐบาลนี้ยุบสภา เพราะเริ่มเห็นเค้าของการเดินหน้าได้” นายสมชัย ระบุ

ยกตัวอย่างในเรื่องการประชุมผู้นำของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ แม้จะมีปัญหาเรื่องการชุมนุม แต่รัฐบาลยังมีเวลาที่จะคิดเดินหน้าเรื่องอื่นที่สำคัญ

โดยการประชุมครั้งนี้ถือว่าต้องให้เครดิตตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีด้วยว่ายังสามารถจัดการประชุมระดับประเทศได้ในขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองเป็นเช่นนี้

“ยกเว้นแต่ว่ามีความรุนแรงมีการปราบแล้วเป็นแบบไหน เช่น ปราบแล้วสงบ จะเป็นผลดี แต่ถ้าปราบแล้วไม่สงบเกิดการชุมนุมต่ออันนี้มีผลกระทบแน่ หรือยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เชื่อว่าผลที่ออกมายังคงได้รัฐบาลผสมต่อไป และมีโอกาสที่จะได้สูตรการจัดตั้งรัฐบาลคล้ายแบบในปัจจุบันนี้” นายสมชัย กล่าว

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI