
อย่าสร้างปัญหาใหม่
ตลอดสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นไทยโดนเทขายอย่างหนักกดให้ดัชนีหุ้นลดลงไปแล้ว 112.68 จุด
ตลอดสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นไทยโดนเทขายอย่างหนักกดให้ดัชนีหุ้นลดลงไปแล้ว 112.68 จุด
โดยสาเหตุของการเทขายหุ้นของนักลงทุนนั้นยังไม่แน่ชัดว่าเป็นเพราะปัจจัยภายในหรือภายนอกประเทศ
ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำสถิติใหม่ทะลุ 1,500 จุด ซึ่งไม่ได้เห็นมานานแล้ว เริ่มแรกมาจากการไหลเข้าของเงินต่างชาติมาเล่นหุ้น ต่อมาต่างชาติโยกเงินไปลงทุนในตลาดพันธบัตร แต่หุ้นก็ยังขึ้น โดยข้อเท็จจริงเกิดจากการเก็งกำไรของนักลงทุน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นขึ้นมาก มีนักลงทุนหน้าใหม่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นมากกว่า 4 หมื่นราย ดันให้มูลค่าการซื้อขายหุ้นสูงสุดด้วย โดยตลาดหลักทรัพย์มีความเป็นห่วงภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น ก็พยายามเตือนนักลงทุนและใช้มาตรการดูแลเท่าที่จะทำได้ไม่ให้นักลงทุนตื่นตระหนก
สภาพการลงทุนของรายย่อย โดยเฉพาะหน้าใหม่ เล่นหุ้นเหมือนเล่นการพนัน ไม่ได้ลงทุนเพราะมีความรู้ แต่ลงทุนด้วยหุ้นผีบอก ลงทุนแบบตามแห่ ใครว่าหุ้นตัวไหนดีก็เข้าไปซื้อโดยไม่ได้ดูว่าพื้นฐานโครงสร้างของบริษัทว่าทำอะไร มีผลการดำเนินงานอย่างไร และอุตสาหกรรมที่หุ้นตัวนี้ทำอยู่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การที่นักลงทุนไปกู้เงินมาเล่นหุ้น เช่น รูดเงินสดจากบัตรเครดิต ใช้สินเชื่อเงินสด รวมทั้งเล่นหุ้นด้วยมาร์จิน ที่สุดท้ายเมื่อตลาดหุ้นตกก็โดนบังคับให้ขายหุ้นหรือฟอร์ซเซล นำมาซึ่งการขาดทุนอย่างคาดไม่ถึง และกลายเป็นหนี้สินติดตัวไปในที่สุด
นี่เป็นส่วนหนึ่งที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจไม่ลดดอกเบี้ยนโยบายลง เพราะเกรงเงินออมจะไหลออกไปปั่นฟองสบู่ในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์
สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นห่วงมาตลอดในเรื่องของเงินออมลดลง และหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ในวันนี้เริ่มจะเห็นผลเป็นรูปธรรม เมื่อตลาดหุ้นย่อตัวลงมา คนที่ลงทุนด้วยการกู้เงินมาเล่นหุ้น และคนที่เล่นหุ้นโดยไม่รู้จักความเสี่ยงกำลังจะได้บทเรียนเหมือนที่นักลงทุนรายย่อยได้เจอมาในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่ เมื่อปี 2539
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ก็ระบุว่า การลดดอกเบี้ยลงจะมีส่วนในการช่วยปั่นฟองสบู่ และในขณะเดียวกันการขึ้นดอกเบี้ยก็จะทำให้เกิดหนี้เสียตามมาด้วย แต่การไม่ลดดอกเบี้ยก็จะทำให้แรงกดดันต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่ายังมีอยู่ต่อไป
ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ นับว่ายังมีความเสี่ยงอยู่มาก ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะต้องบริหารเศรษฐกิจให้เข้มข้นและมีวินัยการเงินมากกว่านี้ การส่งเสริมและกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายมากๆ เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวไปตามเป้าหมายของรัฐบาล สัดส่วนหนี้สาธารณะไม่สูงเกินกรอบวินัยการคลัง เป็นแนวคิดที่อันตรายและยกปัญหาหนี้ไปทิ้งไว้ให้กับครัวเรือน ให้กับประชาชน ซึ่งจะสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่มากให้ตามมาในอนาคต







